ประสบการณ์กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ผมขับรถตามหลังรถปิกอัพขนของคันหนึ่ง ซึ่งจะไปส่งที่ไหนก็ไม่รู้ มีคติสอนใจติดอยู่ท้ายรถ ว่า
จะดีจะชั่ว อยู่ที่ตัวทำ
จะสูงจะต่ำ อยู่ที่ทำตัว
ผมอดชื่นชมไม่ได้ว่า คนคิดช่างสร้างสรรค์รู้จักเล่นสำนวนชวนคิดได้ดี ใช่แล้ว!!! ชีวิตของเรา เราเป็นคนกำหนด กรรมดีและกรรมชั่วมีนะ
พอดีมีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา ผมรับชะลอรถหาตำแหน่งจอดให้ปลอดภัยและกดรับสาย
“หมอครับช่วยผมด้วย” เสียงคุณกมลโทรฯมา “ให้ช่วยอะไรล่ะคุณกมล” ผมถาม “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ คุณแม่ของแฟนผมป่วยด้วยโรคมะเร็งครับ”
“อ้าว! ก็พาไปโรงพยาบาลให้แพทย์ตรวจบำบัดรักษาสิ กมล...อย่ารอช้า เพราะมะเร็งมันโตเร็วทุกนาที”
หลังจากนั้นผมก็ซักถามอย่างยืดยาวได้ความว่าคุณแม่แฟนของกมล ( น้องแอน ) ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แพทย์โรงพยาบาลใกล้บ้านตรวจพบว่าเป็นขั้นที่ 4 คงจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน น้องแอนก็ร้องไห้เป็นการใหญ่ กมลก็อาสาหาวิธีช่วยเพราะรักน้องแอนมาก เลยเดือดร้อนมาหาผม ซึ่งผมกำลังทำยารักษามะเร็งอยู่พอดี ผมไม่ได้รับปากว่าจะช่วยได้หรือไม่ ขอติดตามดูอาการและยาไปเป็นระยะ เพราะคุณแม่ท่านไม่ยอมรับการผ่าตัด หรือบำบัดด้วยคีโมที่โรงพยาบาลตามที่แพทย์เจ้าของไข้แนะนำ ตัวท่านอยากจะให้แพทย์ ทางเลือกรักษาด้วยยาสมุนไพรมากกว่า ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ป่วยนั่นเองอีกอย่างราคายาไม่ค่อยแพง แต่น่าเสียดายที่เบิกไม่ได้
หลังจากญาติพี่น้องตกลงเลือกการรักษาด้วยยาสมุนไพร กมลก็เข้ามารับยาจากผมพร้อมนำ เอาคำแนะนำทุกอย่างไปให้ ( ว่าที่ ) คุณแม่ใช้บำบัดรักษาโรคมะเร็ง
อาการในตอนนั้นเริ่มมีเลือดซึมออกมาทางทวารหนักแล้ว หลังจากรับยาไปหนึ่งเดือนเต็ม อาการก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น ผมก็ได้เพิ่มยาไปอีกสองขนานเพื่อเร่งการต่อต้านมะเร็งคราวนี้ได้ผล กมลมารายงานว่าอาการเลือดออกทางทวารหนักหยุดแล้ว สีหน้าคนไข้ดูสดใส และสดชื่นขึ้น กมลมักจะสอบถามเรื่องโรคมะเร็งกับผมมากมายราวกับจะทำวิทยานิพนธ์อย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งเรื่องอาการแทรกซ้อน การแก้ปัญหาเลือดออกมาก และการแก้ความเจ็บปวดต่างๆ ตลอดเป็นระยะๆ
กมลถึงกับพูดกับผมอย่างงงๆ ว่า “มหัศจรรย์มีจริง” ผมได้แต่เตือนกมลว่าให้มารับยา และบอกคนใกล้ชิดคอยเตือนเรื่องรับประทานยาต่อเนื่องจากโรคสงบไม่ได้แปลว่าหาย
ผมก็ติดตามรับประทานยาของคนไข้อย่างใกล้ชิดตลอดจนควบคุมอาหารต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง 6 เดือนผ่านไปอย่างเรียบร้อยพร้อมกับคุณแม่ของน้องแอน ก็ทุเลาลงจนเป็นปกติทุกอย่าง กมลรู้สึกภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการช่วยยื้อชีวิตของ ( ว่าที่ ) คุณแม่ในครั้งนี้
คุณแม่ของน้องแอนดีใจที่ตัวท่านผ่านช่วงอันตรายมาได้อย่างไม่ลำบาก แพทย์และพยาบาลพยายามติดต่อเพื่อให้เข้าไปรับการบำบัดทางรังสีและคีโม แต่ตัวท่านก็บอกไปว่าท่านไม่เป็นอะไรแล้ว
นั่นคือความประมาทอีกจุดหนึ่ง เนื่องจากคนไข้คิดว่าหมดเคราะห์จากโรคร้ายแล้ว จึงหยุดยาโดยไม่บอกผม มิหนำซ้ำยังรับประทานอาหารอย่างไม่เลือกเพราะถูกขอร้องให้งดไปเป็นปี
ด้วยเหตุนี้โรคที่แฝงตัวอยู่จึงฟื้นคืนมาอีกครั้ง ตอนนี้หนักกว่าเก่ามาก กมลสารภาพและขอให้ช่วยอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะการรักษาด้วยยาสมุนไพรคงช่วยไม่ได้อีกแล้ว
ผมเองรู้สึกเสียดายมาก อยากจะทำเป็นกรณีศึกษาไว้ แต่ก็หมดโอกาส และต้องสูญเสียคนไข้ที่ไม่น่าจะเสีย ในใจได้แต่ภาวนาว่า ขอให้คุณแม่ของน้องแอนไปดีเถิด และผมอยากให้คุณน้องแอนเป็นรายสุดท้ายที่ประมาทกับโรคนี้
ฉบับหน้าผมมีอะไรดีๆ มานำเสมอ คอยคิดตามกันต่อไปนะครับ...
ที่มา: อาจารย์ มงคลศิลป์ บุญเย็น. นิตยสาร Be well. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤศจิกายน 2548) หน้า 72-73.