|
ทุกวันนี้พวกเรารู้จักโรคมะเร็งกันดีในแต่ละปีฤทธิ์เดชของมันคร่าชีวิตคนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงวัยผู้ป่วยส่วนใหญ่มันรู้เส้นทางชีวิตของตนเองว่าจะสิ้นสุดลง ณ จุดใด ( แม้ไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น ) แต่ก็ไม่เห็นใครสามารถทัดทานมัจจุราชร้ายตนนี้ได้
การเปิดเวทีให้นิตยสาร BE WELL มายืนอยู่ตรงจุดนี้ ก็เพื่อต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงจากทีมแพทย์ทางเลือก ผู้ผ่านประสบการณ์ในการช่วยเหลือผู้ป่วย ซึ่งเดือดร้อนจากพิษสงของมะเร็งมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้ เพื่อตั้งรับกับเคราะห์กรรมที่เป็นอยู่
ก่อนอื่นต้องบอกว่า การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์แผนโบราณ ถือเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือก ที่ไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งมีการพัฒนาและสั่งสมภูมิปัญญาความรู้มานานหลายร้อยปี ผ่านมาทดสอบจากบรมครูการแพทย์แผนโบราณสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ว่าใช้ป้องกัน บำบัด และรักษาโรคร้ายต่างๆได้ จนปัจจุบันศาสตร์ทางด้านนี้กลายเป็นที่พึ่งทางใจของผู้ป่วยหลายรายแล้ว
ผมรู้สึกเห็นใจผู้ป่วยโรคมะเร็งบางท่านที่เข้าสู่ระยะสุดท้าย โดยที่แพทย์ได้แจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนแล้วว่า“ ไม่มีโอกาสหายและไม่มีโอกาสรอด” ต้องนอนรอวันสุดท้ายของชีวิตอย่างเดียว ญาติของผู้ป่วยบางรายที่ยอมรับสภาพเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้ ก็พยายามสืบเสาะหาวิธีการบำบัดแปลกๆ และ ตัวยามากมายมาให้รับประทาน คือวันหนึ่งๆ แค่ทานยาอย่างเดียวก็อิ่มแทบไม่ต้องกินข้าวเลย
โรคต้องห้ามยอดฮิตนี้ ใครเป็นแล้วก็เหมือนถูกกำหนดโดยยมทูตว่าเจอกันแน่ๆ แค่รู้ว่าเป็น กำลังใจก็หล่นวูบ แม้จะเป็นเพียงอาการแรกเริ่มก็ตาม คำกล่าวของหมอที่พูดจากใจจริงไม่อ้อมค้อม ใครอยู่ที่ได้เกิน 5 ปีได้ ก็ถือว่าเป็นผู้พิชิตมัจจุราชเลยทีเดียวจริงอยู่เรามักจะทราบข่าวสารจากผู้เกี่ยวข้องโรคนี้ว่าวิทยาการทางการแพทย์พัฒนาไปมาก ผลการรักษาของฝรั่งเจ้าตำรับแพทย์สมัยใหม่ก็เป็นที่น่าพึงพอใจ
ผมเองเป็นหมอ ได้รับใบประกอบโรคศิลป์โบราณเวชกรรม หรือ บว. เมื่อราวกลางปี 2546 เกิดมีอาการเข้าข่ายตามโรคที่ได้เรียนมา เช่น น้ำหนักลด จาก 69 กก. เหลือ 59 กก. ภายใน 2 เดือน ไอปนเลือดนิดหน่อยแน่นหน้าอก บางครั้งไม่มีเรี่ยวแรง ปวดเมื่อยไปทั้งตัว ทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนัก แต่ยังรับประทานอาหารได้ตามปกติ
มีอาการท้องผูกเป็นประจำจนต้องกินยาระบาย ผมจึงวินิจฉัยตนเองว่าอาจเป็นกษัย แต่... กษัยอะไรล่ะ หรือจะเป็นกษัยกล่อนอย่างไรก็ตามผมคิดในใจว่าอาการตนเองต้องแย่อย่างแน่นอน จึงเล่าให้เพื่อนที่เป็นหมอฟัง พวกเขาต่างลงความเห็นว่าใช่!! บางคนก็บอกว่าผมอาจเป็นมานานหลายเดือนแล้ว ยิ่งตอกย้ำให้รู้สึกว่าตนเองเป็นมะเร็งแน่
สมควรไปตรวจเช็คที่สถาบันมะเร็ง แต่ถ้าเป็นระยะแรกก็คงดูไม่ออก ผมจึงตัดสินใจไม่ไปตรวจอีกอย่างหากเขารู้ว่าเราเองก็เป็นหมอคงเสียศักดิ์ศรีการเป็นแพทย์แผนไทย
ระหว่างนั้นเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เป็นหมอ พอทราบข่าวเรื่องอาการของผมก็แนะนำให้ทดลองกินพืช และหญ้าสมุนไพรหลายชนิด ผมได้แต่ขอบคุณและคิดว่าถ้าเอาบรรดาพรรณไม้แต่ละชนิดต้มกินแล้วหายจากโรคนี้ได้ บริษัทยาคงเจ๊งกันเป็นแถว และก็คงไม่ต้องมีเภสัชกรกันเลย เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงค้นคว้าศึกษาจากตำรา พบว่าแต่ละตำรับยามีตัวยามากมายหลายประเภทนอกจากพรรณไม้ ยังมีสัตว์ วัตถุ และธาตุวัตถุหลายประเภท เราคงไม่สามารถปรุงแต่งยาเหล่านี้ และถ้าทำแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือเปล่า เพื่อนที่เป็นหมอแนะนำว่า ยาสมุนไพรหากกินแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 10 วัน ให้ทิ้งเสีย ในช่วงเวลานั้น ผมเพียรเสาะหายาอยู่ตลอดเวลา กินยาไปหลายขนาน
ล้วนไม่ได้ผลจนเริ่มท้อแท้และคิดว่าอาการคงไม่ดีขึ้นเป็นแน่
จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้เจอคนที่เคยพาผู้ป่วยไปรักษาที่คลินิก ซึ่งผมขาดการติดต่อกับเขามานานแล้ว ผมถามถึงผู้ป่วยคนนั้นว่าหายแล้วหรือยัง เขาตอบว่าหายดีแล้วเพราะได้ยาดีที่จังหวัดนครนายก เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมก็ตัดสินใจไปหายาดังกล่าวในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นยาผงชงกับน้ำร้อน ผมกินยาประมาณ 7 วัน จึงเริ่มมีอาการดีขึ้น ท้องไม่อืด ระบบขับถ่ายก็ดีขึ้น อาการอื่นๆ ก็ทุเลา พอผมไปเอายาอีกครั้ง หมอบอกให้เอายาสดไปต้มกินแทน ผมกินยาต้นจนกระทั่งวันที่ 4 ผมก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดในปริมาณ 1 ชามแกง นับแต่นั้นมาผมจึงเปลี่ยนมากินยาผงเพียงอย่างเดียวประมาณ 6 เดือน อาการก็ดีขึ้นอย่างไม่คาดคิด
ปัจจุบันผมสบายดีมาเกือบ 2 ปีแล้วน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 69 ก.ก. เท่ากับน้ำหนักตัวเมื่อก่อน ร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้น สามารถไปท่องเที่ยวทัศนศึกษาที่ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องกังวล เมื่อนึกย้อนไป นับว่าค่อนข้างโชคดีที่ไม่ยอมเชื่อตามเส้นทางที่เขาขีดไว้ให้มิฉะนั้นผมคงไม่มีชีวิตอยู่จนบัดนี้ บางคนอาจคิดว่าในเมื่อไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วยสักวันหนึ่งอาจล้มหายตายจาก ก็ควรรีบๆ ตายเสีย ไม่ควรอยู่ให้ เปลืองเงินเปลืองทองในการรักษา แต่สำหรับผมแล้ว ผมถือว่าผมมีสิทธิที่จะต้องรักษาชีวิตให้คงอยู่ต่อไป และไม่จำเป็นต้องยอมแพ้ต่อโชคชะตาอย่างง่ายดาย
เมื่อมีทางเลือกใดที่คุณเห็นว่าสามารถทำให้ดีกว่าจะปล่อยไปตามบุญตามกรรม จงตัดสินใจเถิด เพราะเป็นสิทธิของเรา ไม่ว่าผลภายหน้าจะดีหรือร้าย เราควรตัดสินใจด้วยตนเองเป็นดีที่สุด ท้ายที่สุดนี้ ขอขอบคุณนิตยสาร BE WELL ที่ให้โอกาสผมระบายความรู้สึกเมื่อครั้งเผชิญกับโรคมะเร็ง
ที่มา: อ. มงคลศิลป์ บุญเย็น. นิตยสาร Be well. ปีที่ 1 ฉบับปฐมฤกษ์ (กันยายน 2548) หน้า 81-82.
|