company logo

Polls

Statistics

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 880619
Home
มูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง
ข้อมูลสำหรับท่านที่ต้องการคำปรึกษาและรักษาสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

วิถีไทยคลินิคการแพทย์แผนไทย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันอังคารที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๓:%M น.

มูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง อ.มงคลศิลป์ บุญเย็น ภบ. บว. บภ. ประธานมูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง

โทร 02-2794115 โทรศัพท์เคลื่อนที่ 08-1928-1654, 08-1777-6347 โทรสาร 02-279-9903

หรือติดต่อทางอีเมล์ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน และ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

มูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง- อ.มงคลศิลป์ บุญเย็น ประธานมูลนิธิ


วิถีไทยคลินิกการแพทย์แผนไทย-บริหารงานโดย หมอบี บุญเย็น

ดำเนินการโดยแพทย์แผนไทย อาทิ อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท

 

5/65 หมู่บ้านโฮมอินทาวน์ ถนนพหลโยธิน (ปากซอย 73) แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กทม. 10210

โทรศัพท์เคลื่อนที่ 080-6030890, 081-928-1654, 086-0534603 และ โทร 02-5310464

ติดต่อทางอีเมล์ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน และ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 


แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๑:%M น.
 
ประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M น.

ประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก

         คุณลุงเพ็ง ศรีสุพรรณ เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพเป็นนายไปรษณีย์ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในจังหวัดลพบุรี สมัยเมื่อ 20 ปีก่อน หลังจากเกษียณอายุออกมาด้วยวัย 70 กว่าปีเนื่องจากความชราภาพของสังขารทำให้ร่างกายทรุดโทรมลง คุณลุงเพ็งป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต เขาได้ใช้สิทธิการรักษาด้วยบัตรสุขภาพที่โรงพยาบาลระดับอำเภอในเขตปริมณฑล อาการในขณะนั้นคุณลุงเพ็งบอกว่ามันปวดมาก เขาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหลายครั้ง ในที่สุดแพทย์ได้ทำการผ่าตัดเพื่อรักษาคุณลุงเพ็งในช่วงต้นปี พ.ศ. 2546 สำหรับการผ่าตัดครั้งแรกของคุณลุง แพทย์ได้นำชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากไปทำการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าพบเซลล์มะเร็งที่ต่อมลูกหมาก

 

         แพทย์ผู้รักษาจึงทำหนังสือส่งตัวของคุณลุงไปทำการบำบัดรักษาต่อที่โรงพยาบาลวชิระพยาบาล เพื่อจะให้แพทย์ที่นั่นซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมทำการรักษาด้วยวิธีการฉายรังสีประมาณ 25 ครั้ง

       คุณลุงเพ็ง ได้เข้าไปพบแพทย์ตามนั้นแต่ได้เรียนถามแพทย์ว่า มีวิธีอื่นที่ไม่ต้องฉายรังสีไหม? แพทย์ได้แนะนำคุณลุงเพ็งว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแพทย์เลือกรักษาสำหรับคุณลุง พร้อมทั้งย้ำเตือนว่าหากไม่รับการบำบัดด้วยการฉายรังสีรักษาคุณลุงอาจอยู่บนโลกนี้ได้เพียง 6 เดือน

       คุณลุงเพ็งเครียดหนัก เมื่อกลับมาถึงที่พักก็เรียนลูกๆ ทุกคนเข้ามาปรึกษากัน ในบรรดาลูกๆ ของลุงมีคนหนึ่งทำงานอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน เธอได้อาสาพาคุณลุงไปพบแพทย์ในที่ทำงานของตนเพื่อปรึกษาหาทางออก แพทย์ผู้นั้นยืนยันเช่นเดียวกันคือหากไม่ฉายรังสีกำจัดเซลล์มะเร็ง คุณลุงก็จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน

      ลูกสาวและคุณลุงเพ็ง เดินคอตกกลับบ้านพัก และก็เรียกประชุมลูกเมีย ญาติสนิทกันอีกครั้งคุณลุงเพ็งไม่อยากไปโรงพยาบาลอีก ไม่อยากรับการรักษาด้วยการฉายรังสี เพราะว่าตนอายุมากแล้ว กลัวร่างกายจะสู้ไม่ไหว อาจทำให้ตายเร็วกว่าเดิมก็เป็นได้ จึงตัดสินใจไม่ไปโรงพยาบาล

       ลูกสาวคุณลุงจึงลองนำหญ้าปักกิ่งมาต้ม กรองเอาแต่น้ำเพื่อให้คุณลุงเพ็งดื่ม เพราะได้ยินคนอื่นๆ เคยพูดว่าหญ้าชนิดนี้ช่วยในการรักษาโรคมะเร็งได้ แต่พอกินไปสักพักก็สังเกตว่าอาการไม่ดีขึ้นเลย อาจเนื่องมาจากคุณลุงเป็นมากเกินกว่าจะช่วยด้วยวิธีนี้ ตอนปลายเดือนมีนาคม 2546 เริ่มมีอาการเจ็บมาถึงคอ รับประทานอาหารได้น้อยลง เท้าเริ่มบวมเล็กน้อย แต่พอเดินได้บ้าง ต่อมาอีก 1 เดือน ตัวเริ่มบวม หลังมือ แขน หน้าอก ริมฝีปาก จมูก ใบหู มีรอยไหม้ดำลอกเป็นแผ่นๆ และแดงแสบ โดยเฉพาะปาก อ้าแทบไม่ได้เลย มะเร็งได้ลุกลามออกมาถึงผิวหนังชั้นนอกเวลาเดินก็ต้องใช้ไม้เท้าช่วย

       พอดีลูกสาวคนที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลได้พบเพื่อนซึ่งรู้จักอาจารย์ที่เป็นแพทย์ทางเลือก ซึ่งสามารถปรุงยาเพื่อรักษามะเร็งเองได้ ลูกสาวของคุณลุงไม่รอช้ารีบเข้าไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ท่านนั้นทันทีพร้อมเล่าอาการของผู้เป็นพ่อให้ฟัง เมื่ออาจารย์ทราบอาการของคุณลุงเพ็งก็ถามลูกสาวของคุณลุงว่าอยากให้คุณพ่อหายจากโรคหรือไม่ อยากทำการบำบัดกับแพทย์ทางเลือกหรือเปล่า แน่นอน เมื่อไม่มีทางอื่น ลูกสาวของคุณลุงเพ็งก็ต้องยอมรับเอายาจากอาจารย์ไปให้คุณพ่อรับประทานเพื่อรักษาตัวอาจารย์บอกว่ายาตัวนี้ปรุงมาจากสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าสามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้ ตัวยาจะเข้าไปเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของคนไข้ให้แข็งแรงขึ้น ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดให้มากขึ้น ส่งผลให้อาการดีขึ้นเป็นลำดับ

       เนื่องจากลูกๆและคุณลุงมีฐานะไม่ค่อยดี อาจารย์จึงไม่คิดค่ารักษา แต่บอกว่าหากคุณลุงมีอาการดีขึ้นภายใน 6 เดือน ขอให้ลูกๆ และคุณลุงช่วยเอาเงินไปทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้แก่คุณพ่อของอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว

       คุณลุงเพ็งทานยาไปได้แค่ 14 วัน ก็รู้สึกว่าขาที่บวมเริ่มลดลง ผิวที่ไหม้เริ่มแห้งและตกสะเก็ด สัญญาณของอาการดีขึ้นเป็นลำดับ คุณลุงเพ็งทานยาได้ประมาณ 6 เดือน อาการก็เกือบหายเป็นปกติ แม้ว่าช่วงหนึ่งคุณลุงเพ็งจะได้หยุดยาไปประมาณ 4 เดือน แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จึงมั่นใจว่าตนจะต้องหายจากโรคร้ายนี้อย่างแน่นอน จึงให้ลูกๆ พาไปทำบุญสังฆทานตามที่ได้คุยกันไว้

 

คุณลุงเพ็งทานยาไปได้แค่ 14 วัน ก็รู้สึกว่าขาที่บวมเริ่มลดลง ผิวที่ไหม้เริ่มแห้งและตกสะเก็ด สัญญาณของ อาการดีขึ้นเป็นลำดับ คุณลุงเพ็งทานยาได้ประมาณ 6 เดือน อาการก็เกือบหายเป็นปกติ

 

จากวันที่ทำบุญมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้นับเป็นเวลา 2 ปีเศษแล้ว คุณลุงเพ็งมีสุขภาพดี แข็งแรงปกติ มีความสุขอยู่กับลูกหลาน คุณลุงบอกว่า การที่คนเราเจ็บป่วยแล้วมีวิธีการรักษาแบบการแพทย์ทางเลือกให้กับผู้ป่วยที่สิ้นหวังถือเป็นสิ่งที่ดี ผมผ่านวิกฤติของชีวิตมาด้วยความเจ็บปวดจนมีชีวิตปกติ ขอให้ผู้อ่านให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพตั้งแต่ต้น อย่าปล่อยให้เจ็บป่วยมาก แพทย์จะช่วยให้การรักษานั้นหายได้

       คุณลุงเพ็งรู้สึกขอบคุณอาจารย์แพทย์ทางเลือกที่ได้ให้การรักษาคุณลุงจนสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตอย่างปกติได้อีกครั้ง

     

      บทความนี้เรียบเรียงจากชีวิตจริงของผู้ป่วยที่โชคดี รอดพ้นภัยจากมะเร็ง โดยใช้ชื่อและสถานที่จำลอง เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีประสบการณ์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโรคมะเร็ง

 

ที่มาอาจารย์ มงคลศิลป์ บุญเย็น, นิตยสารสุขภาพ Be Well . ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (ธันวาคม 2548) หน้า  74-75

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๒๑:%M น.
 
ประสบการณ์รักษาเอดส์ด้วยเห็ดหลินจือ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M น.

ประสบการณ์รักษาผู้ป่วยเอดส์ด้วยเห็ดหลินจือ

 

   เห็ดหลินจือ : ทานอย่างไรให้ได้ประโยชน์เต็มที่ /ไขข้อข้องใจเรื่องการใช้เห็ดหลินจือ#2

               ชินแสของจีนใช้เห็ดหลินจือเป็นยามานานกว่าสองพันปี ขณะที่เมืองไทยมีการใช้เห็ดหลินจือโดยแพทย์แผนโบราณมานานกว่าสี่ร้อยปี คือนับตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และแผ่นดินผืนนี้ยังเรียกว่าสยามกันอยู่เลย

 

              ผมเองในฐานะของเภสัชกรแผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยที่ได้ศึกษาคุณค่าของเห็ดหลินจือมานานกว่า 20 ปี ทั้งในด้านการผลิตยาและประสบการณ์เป็นหมอรักษาโรค มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการบำรุงร่างกายและรักษาโรคด้วยเห็ดหลินจืออย่างเต็มเปี่ยม ขอตอบคำถามไขข้อข้องใจในเรื่องราวของเห็ดหลินจือที่ท่านผู้อ่านถามไถ่กันมา ดังนี้ครับ

 

เปรียบเทียบคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือ กับ โสม และสมุนไพรอื่นๆ

           เมื่อพิจารณาในลักษณะของสมุนไพรเดี่ยว ทั้งโสมและเห็ดหลินจือต่างก็เป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในตลาดสินค้าสุขภาพ โดยโสมมีปริมาณผู้ใช้รวมกันทั่วโลกมากกว่าเห็ดหลินจือ เนื่องจากได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลเกาหลีมานานมากในการทำการตลาด จนทำให้ผลิตภัณฑ์จากโสมมีมูลค่ารวมกันทั่วโลกกว่าหกพันล้านดอลล่าร์ในแต่ละปี

        

    ขณะที่รัฐบาลจีนกลับหวงแหนเห็ดหลินจือเป็นอย่างยิ่ง ไม่ยอมถ่ายทอดวิธีใช้สรรพคุณออกสู่นานาอารยประเทศเพราะถือเป็นสมบัติสำคัญของชาติ เพิ่งจะมีการออกมาทำการตลาดกันอย่างจริงจังรวมปี พ.ศ.2527นี้เอง ความนิยมในตัวเห็ดหลินจือจึงยังน้อยกว่าและเป็นที่รู้จักในด้านสรรพคุณน้อยกว่าโสม

        อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบคุณประโยชน์ของการใช้ ปรากฏว่าเห็ดหลินจือให้ประโยชน์ดีกว่าและ กว้างขวางกว่ามากทั้งในด้านการป้องกัน การฟื้นฟูสุขภาพการบำรุงร่างกาย และการรักษาโรค

        สำหรับโสม ค่อนข้างเหมาะสมในการบำรุงร่างกายนักกีฬาก่อนที่จะนำการแข่งขันเพราะจะช่วยให้นักกีฬามีพละกำลังดีตลอดเกมส์ สามารถเรียกใช้พลังงานแบบเร่งด่วนเพื่อเอาชนะคู่แข่งขันได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎข้อบังคับการห้ามใช้สารกระตุ้นชนิดต่างๆเนื่องจากสารภายในโสมเป็นสารปกติที่อยู่นอกเหนือรายการสารต้องห้ามเหล่านั้น

        ส่วนการเปรียบเทียบระหว่างเห็ดหลินจือกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กระเทียม กระชายแดง กระชายดำ โกฐต่างๆ เทียนต่างๆ แห้วหมู โด่ไม่รู้ล้ม ตะโกนา ฯลฯ พบว่ายังไม่มีสมุนไพรชนิดใดที่ให้สรรพคุณใกล้เคียงกันในด้านการบำบัดรักษาโรคและการบำรุงร่างกายเทียบเท่าเห็ดหลินจือเลย

 

การใช้ยาเห็ดหลินจือกับผู้ป่วยเอดส์ใช้อย่างไร? ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคเอดส์ได้หรือไม่ ?

          คำถามนี้อาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคอลัมน์พิชิตมะเร็งฯ ของเรา แต่ก็เป็นคำถามที่ดี และเกี่ยวพันกับการดูแลรักษาสุขภาพเช่นกัน ผมจึงขอแสดงทัศนะดังนี้ครับ

      นับจากปี พ.ศ.2528 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดโรคเอดส์เป็นครั้งแรกในเมืองไทย มีเรื่องเล่าถ่ายทอดกันมากมายถึงการใช้เห็ดหลินจือในการรักษาโรคเอดส์โดยมีทั้งเหตุการณ์ที่ได้ผล คือผู้ป่วยมีอาการปกติ ไม่แสดงอาการใดๆของโรคออกมาและที่ไม่ได้ผล คือผู้ป่วยมีอาการทรุดลงมาก จนถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็มี

      กล่าวได้ว่า การใช้เห็ดหลินจือในการรักษาผู้ป่วยเอดส์มีมาโดยตลอด แต่ขาดความรู้ความชำนาญในด้านปริมาณและการดูแลเสริมที่ถูกต้อง จึงไม่มีใครกล้าฟันธงว่า การใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคเอดส์ดีจริงหรือไม่ แต่จากประสบการณ์ของผมที่ได้พานพบกับผู้ป่วยเอดส์มานานกว่าสิบสี่ปีมีผู้ป่วยหลายรายได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก อาทิ

       ทหารเรือชาวสัตหีบคนหนึ่ง ป่วยเป็นเอดส์ระยะสุดท้ายเมื่อราวปี พ.ศ.2537 ร่ายกายผ่ายผอมมาก แรงน้อย มีแผลเน่า เปื่อยตลอดตัว เนื่องจากภูมิต้านทานลดต่ำลงมาก ค่า CD4 ( เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ) เหลือเพียง 60 เท่านั้น จนแพทย์ผู้รักษาให้ออกจากโรงพยาบาลนำกลับมารักษาตัวที่บ้าน เนื่องจากคิดว่าไม่มีทางใดช่วยให้อาการดีขึ้นได้แล้ว คนไข้ผู้นี้ได้รับคำแนะนำให้ทานเห็ดหลินจือสกัดชนิดแคปซูล ขนาดบรรจุสารสกัดแคปซูลละ 125 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละประมาณ 15-20 แคปซูล ก่อนอาหารทั้งสามมื้อ ผลปรากฏว่าผู้ป่วยรายนี้มีอาการดีวันดีคืน จนร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ แม้จะยังคงมีเชื้อ เอชไอวีอยู่ในร่างกายก็ตาม

       เช่นเดียวกับผู้ป่วยเอดส์รายหนึ่งที่จังหวัดลำปาง ก่อนติดเชื้อมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม แต่กว่าจะรู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อน้ำหนักก็ลดลงมาจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกนั่ง และทุกคนต่างคิดว่าไม่รอด แต่เมื่อได้รับยาเห็ดหลินจือแคปซูลขนาด 125 มิลลิกรัมผสมสารสกัดมะระขี้นก 20 มิลลิกรัม( เพื่อกระตุ้นการรับประทานอาหารเพิ่ม ) ในเวลาสี่เดือนน้ำหนักขึ้นจาก 35 กิโลกรัมมาอยู่ที่ 52 กิโลกรัม และกลับมาทำงานได้ตามปกติผ่านไปอีกสามปี น้ำหนักขึ้นมาที่ 75 กิโลกรัม แม้ในตัวเขาจะยังคงมีเชื้อเอชไอวีอยู่และมีรอยคล้ำดำตามลำตัวก็ตาม ปัจจุบันผู้ป่วยรายนี้ยังใช้ยาสกัดเห็ดหลินจืออยู่อย่างสม่ำเสมอ

       เหล่านี้เป็นตัวอย่างเพียงบางส่วนเท่านั้นครับ กล่าวได้ว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเกิดจากการได้รับยาเห็ดหลินจือในปริมาณที่ถูกต้องจนทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสูง แม้เชื้อในร่างกายจะยังคงคายพิษร้ายออกมา หรือแม้ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดเชื้อร้ายเอชไอวีให้หมดไปได้แต่ก็สามารถต้านทานไว้จนไม่แสดงอาการของโรคออกมา

       หลายคนมีปัญหาคาใจในยาแผนโบราณ และไม่ยอมศึกษาข้อเท็จจริงเพื่อทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงพลาดการรับรู้สิ่งดีๆ สิ่งที่คุณค่าที่มนุษย์จะสามารถแสวงหาได้จากยาสมุนไพร เช่นเดียวกับเห็ดหลินจือที่มีการพัฒนาทั้งระบบการผลิตและมีการวิจัยกันมาอย่างต่อเนื่อง

 

       ถึงเวลาหรือยังครับที่เราจะหันหน้ามาให้ความสำคัญกับสมุนไพรกันให้มากกว่านี้

 

      ที่มา: อ. มงคลศิลป์ บุญเย็น.  นิตยสารBeWell. ปีที่ 3 ฉบับที่ 29 (กุมภาพันธ์ 2551) หน้า 44-45.

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๔:%M น.
 
มูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง:เจตนารมณ์ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M น.

 

มูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง  เจตนารมณ์ภายใต้ปณิธานอันมุ่งมั่นของ  ภก.มงคลศิลป์ บุญเย็น

 

แพทย์แผนไทยบ้านเรายังขาดพื้นฐานด้านการผลิตยา ผมจึงอยากปฏิวัติวงการสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย

คำกล่าวของ ภก.มงคลศิลป์ บุญเย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรม ที่ได้ให้เกียรติมาเปิดเผยถึงเรื่องราว

ของมูลนิธิแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็งและการบำบัดโรคโดยใช้สมุนไพร

 

 

     มะเร็ง เป็นมหันตภัยร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์ ซึ่งในแต่ละปีจะมีจำนวนผู้ที่เสียชีวิตทั่วโลกหลายสิบล้านคน ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพยายามแสวงหาวิธีการจำกัด บำบัดและรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีโอกาสรอดชีวิต ซึ่งดูเหมือนจะเลือนรางเต็มที

 

         ภก.มงคลศิลป์ บุญเย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและใช้ยา ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน เป็นอีกท่านหนึ่งที่พยายามหาวิธีการยับยั้งโรคมะเร็ง โดยความมุ่งมั่นดังกล่าวทำให้ตัดสินใจจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ การแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสนับสนุน บำบัด รักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ด้วยวิธีของการแพทย์ทางเลือก นอกจากนั้นยังมีการส่งเสริม สนับสนุน และทำการวิจัยเกี่ยวกับการรักษามะเร็ง โดยการแพทย์ทางเลือกทุกสาขา เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการ องค์ความรู้การแพทย์ทางเลือกในการป้องกัน และบำบัดรักษาโรคมะเร็ง โดยดำเนินการหรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์

    

          ภก.มงคลศิลป์  เปิดเผยว่า ผมสำเร็จการศึกษาด้านเภสัชกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นแรก หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วผมก็ได้นำสมุนไพรบางชนิดมาผลิตเป็นยารักษาโรคซึ่งก็ได้ผลดีกว่ายาแผนปัจจุบัน โดยที่ขณะนั้นผมยังไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ผมจึงถูกเรียกไปสอบสวน ผมจึงเริ่มหันกลับมาศึกษาด้านเภสัชกรรมแผนไทยและเวชกรรมแผนไทย เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการผลิตยาสมุนไพรและการรักษาโรคด้วยยาสมุนไพร จนสำเร็จและได้ใบประกอบโรคศิลป์ จากนั้นด้วยความที่ผมมีความรู้ สามารถผลิตยาได้มีคุณภาพ ปลอดภัยและปราศจากเชื้อ จึงเริ่มผลิตยาอย่างต่อเนื่อง หลัก ๆ ผมจะศึกษาวิจัยเพี่อหาทางคิดค้นยาที่ทางแพทย์แผนปัจจุบันเขาไม่สามารถรักษาให้หายได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตันในหัวใจ ฯลฯ ซึ่งเมื่อเราค้นพบวิธีการรักษาโรคเหล่านี้ได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสร้างความมหัศจรรย์ให้กับผู้ที่ได้รับรู้

 

         สำหรับโรคมะเร็งนั้นแพทย์แผนปัจจุบันจะใช้วิธีการรักษาเพื่อยืดอายุของผู้ป่วย ให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานที่สุด แต่สุดท้ายก็คือเสียชีวิตเหมือนกันหมด ผมจึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะลงมาทำตรงนี้ ปีแรกที่ผมลงมาช่วยบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็งปรากฏว่าผู้ป่วยเหล่านั้นสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกติทั่วไปกว่า 20 คน ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหญิงและชาย โดยมะเร็งอันดับหนึ่งที่ผู้หญิงไทยจะเป็นกันมาก ได้แก่ มะเร็งเต้านม แต่สำหรับผู้ชายจะพบว่ามะเร็งตับมาเป็นอันดับหนึ่ง ผมจะแบ่งผู้ป่วยมะเร็งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นมะเร็งครั้งแรก และกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มย้อนกลับ ซึ่งหมายความว่าเคยเป็นมะเร็งมาแล้วครั้งหนึ่งและอาการที่เป็นหายไป แล้วกลับมาเป็นอีกครั้ง ผมได้ทำการศึกษาเรื่องของการรักษามะเร็งด้วยสมุนไพรมานาน จนในที่สุดก็พบว่ายาตำรับหนึ่งซึ่งมีส่วนผสมของเห็ดหลินจือ สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ รวมถึงยังสามารถฟื้นฟูผู้ที่เป็นโรคมะเร็งให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีก ครึ่งหนึ่ง ชินแสจีนรู้จักการนำเห็ดหลินจือมาใช้กว่า 6,000 ปีแล้วโดยในสมัยก่อนนั้นเขาจะนำเห็ดหลินจือมาใช้เป็นยาบำรุงร่างกายและยาถอนพิษ พอมาตอนหลังวิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จีน เกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน ไทย ได้มีการค้นคว้าวิจัยสรรพคุณของเห็ดหลินจือ จนพบว่าสารตัวหนึ่งที่อยู่ในเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ช่วยบำบัดรักษามะเร็งได้ แต่พอพบแล้วกลับไม่มีคนที่จะนำมาใช้เพื่อเป็นยาในการรักษาโรคมะเร็งแต่ผมทำการศึกษาต่อจนค้นพบความมหัศจรรย์ของเห็ดหลินจือ และพบว่าพืชตัวนี้สามารถใช้ในการบำบัดรักษาโรคได้เยอะมากทำให้ผมสามารถที่จะดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่มีเซลล์มะเร็งเข้ากระแสเลือดได้เยอะ ซึ่งยาที่ผมคิดค้นขึ้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ เป็นโรคมะเร็งทุกชนิด กลุ่มสมุนไพรที่ผมใช้เป็นส่วนผสมในยาเป็นกลุ่มที่มีฤทธิ์ในการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เมื่อร่างกายแข็งแรงก็จะสร้างเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงได้ดี ผู้ป่วยที่เราช่วยบำบัดให้เขาจะแข็งแรง สภาพเลือดจะดีขึ้นสภาพภูมิต้านทานจะดี ซึ่งไม่ใช่แค่มะเร็งเท่านั้นที่สามารถบำบัดโดยวิธีการของแพทย์แผนไทยให้หายได้ แต่เดี๋ยวนี้โรคภูมิต้านทานบกพร่อง ( HIV ) ก็มีผู้ที่รักษาโดยการใช้สมุนไพรกันได้เยอะ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจที่ยาสมุนไพรสามารถบำบัดโรคมะเร็งได้ภก.มงคลศิลป์กล่าว

 

          สำหรับการจัดตั้ง มูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็งนั้น ภก.มงคลศิลป์เล่าให้ฟังว่า มูลนิธิที่ผมตั้งขึ้นจะอยู่ในพื้นที่ของคลินิกอโรคยาสถานการณ์แพทย์แผนไทยตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีปัญหาด้านทุนทรัพย์ ที่ผ่านมามูลนิธิของเราได้มีโอกาสช่วยผู้ป่วยจำนวนมาก  ซึ่งถือว่าจากงานที่ผ่านมาทำให้ประสบการณ์ของเราสูงขึ้น นอกจากนั้นสำหรับตัวผมเองผมเคยร่วมงานกับโรงงานผลิตยาอันดับหนึ่งของโลก มาตรฐานการผลิตสูง ถือเป็นโชคดีของผมที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคกระบวนการบริหารงาน ตลอดจนสูตรและเคล็ดลับทั้งหมดของเขา ผมจึงได้นำความรู้เหล่านั้นมาใช้ในการผลิตยาแผนโบราณของผมจนได้ยาที่มีคุณภาพดี

          ภก.มงคลศิลป์ กล่าวต่อไปว่าประเทศไทยเราไปมุ่งในเรื่องของแพทย์แผนปัจจุบันเยอะ จึงทำให้ละเลยการแพทย์พื้นบ้าน หมอเมือง หมอแผนไทย หมอตำแย ฯลฯ ซึ่งบุคคลากรเหล่านี้มีความสามารถมาก แต่ด้วยความที่ปัจจุบันประเทศไทยรับการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาเยอะมาก จนกระทั่งทุกคนมองว่าหมอเป็นเทวดา เป็นอะไรนิดหน่อยก็เข้าโรงพยาบาล ไม่ได้มีการป้องกัน ไม่ได้มีการระวังการเกิดโรค เจ็บไข้ได้ป่วยนิดหน่อยก็เดินเข้าโรงพยาบาลกันแล้วซึ่งมันผิด ที่ผิดเพราะว่าคุณไม่ได้มีการช่วยเหลือตัวเองก่อนการจะเข้าใจการรักษาจากแพทย์ วิธีการดูแลตัวเองโดยวิธีของแพทย์ทางเลือก โดยการนำสมุนไพรใกล้ตัวมาใช้มีเยอะ มากครับ ถ้าได้มีการเรียนรู้และช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นขณะนั้นก่อนที่จะ ไปพบแพทย์โรงพยาบาล ผมว่ามันจะเป็นการดีมาก 

 

         ปัจจุบันแพทย์ทางเลือกเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ยังได้รับการส่งเสริมไม่มากนัก สำหรับเรื่องนี้ ภก.มลคลศิลป์ แสดงความคิดเห็นว่า ผมมีความรู้สึกช้ำใจนะที่ก่อนนั้นการแพทย์แผนไทยเขาไม่มีการพัฒนา ปรับปรุง พื้นฐานผู้ที่เข้าไปเรียนด้านแพทย์แผนไทยบางส่วนมีความรู้แค่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น คุณไปบวชเรียนเป็นพระโดยที่ไม่ต้องเรียนสายสามัญขั้นพื้นฐานคุณก็มีสิทธิ์เรียน นี่คือคุณสมบัติเบื้องต้น ซึ่งผมฟังแล้วรู้สึกแย่ คนที่คัดเลือกโดยใช้คุณสมบัติแบบนี้ผมว่าไม่ถูกต้องนะ แพทย์แผนไทยควรจะต้องพัฒนาคุณภาพโดยการรับผู้ที่มีการศึกษาสูงอีกสักนิด เพี่อก่อให้เกิดการพัฒนาวงการแพทย์แผนไทยในบ้านเรา ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นนะที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขาเห็นความสำคัญของการแพทย์แผนไทยจนเปิดสอนในคณะแพทย์แผนไทย , การแพทย์แผนตะวันออก ฯลฯ ซึ่งการที่เข้าไปศึกษาตรงนั้นจะต้องจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตอนนี้ดีขึ้นมาแล้ว

             แต่ว่าทางมหาลัยหลายแห่งที่เปิดสอนด้านนี้ยังขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้าน ถึงแม้จะมีการพัฒนาระบบแต่ก็ไม่มีการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ ก่อนนั้นคนที่เข้ามาสู่วงการสมุนไพรหรือแพทย์แผนไทย กลายเป็นจบทนายบ้าง ครูบ้าง บางคนก็เป็นไปรษณีย์ เข้ามาเรียนเสร็จก็ตั้งตัวเป็นหมอรักษา รักษาโดยขาดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ผมเห็นแล้วผมจึงเกิดความตั้งใจว่าเมื่อผมสำเร็จการศึกษาแล้วผมจะเป็นอาจารย์สอนด้านแพทย์แผนไทยตามต่างจังหวัด เพื่อที่จะสร้างบุคลากรที่ผมสอนให้มีความสามารถเท่าผม มีแรงที่จะพัฒนาวงการเหมือนผม ตอนนี้ผมเพิ่งทำตรงนี้ได้ 2 ปี ปัญหาที่ผมเจอคือ ยังขาดแคลนความสนับสนุนจากทางภาครัฐ ขาดการสนับสนุนจาก

ชาวบ้านเพราะเขายังมองไม่เห็นความสำคัญ คือ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ตอนนี้ผมก็คิดว่าผมคงต้องใช้เวลาอีกกว่า 10 ปีในการพัฒนา วงการแพทย์แผนไทยบ้านเราจึงจะเจริญ ถ้าเรามีบุคลากรเยอะ ๆ สมุนไพรจะมีคุณค่ามากกว่านี้ สมบัติทางทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดที่มีในป่าผมมองว่ามันเป็นยานะ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรู้จักวิธีการนำมาใช้มากน้อยแค่ไหน

 

         นอกจากบทบาทที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ปัจจุบัน ภก.มงคลศิลป์ ยังมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของสมุนไพรวังพรม ผู้ผลิตสินค้าสมุนไพรคุณภาพ (www.preawlom-herbdrug.com) โดย ภก.มงคลศิลป์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ผมและผู้บริหารสมุนไพรวังพรมมีความรู้จักคุ้นเคยกันดี ผมจึงได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาและได้รับการมอบหมายให้ดูแลเรื่องทะเบียนยาสูตรและเทคนิคการผลิตยา รวมถึงเครื่องมือที่จะนำมาใช้ภายในโรงงาน เพราะมีนโยบายร่วมกันว่าต้องการพัฒนาโรงงานผลิตสมุนไพรแห่งนี้ให้มีความทันสมัยที่สุด เพราะเท่าที่ผมสังเกตโรงงานผลิตยาในประเทศไทยของเรา

           ส่วนใหญ่เขาจะยังไม่ค่อยมีการพัฒนามากเท่าไหร่ ไม่มีห้องแล็ปที่ได้มาตรฐาน ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ขาดศักยภาพในการผลิต ฯลฯ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้ไม่มีมาตรฐาน การผลิตหากไม่มีการกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ ที่ออกมาก็จะไม่มีคุณภาพ สำหรับสมุนไพรวังพรมที่ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่นี้เขามีความในทุก ๆ ด้าน การผลิตทุกขั้นตอนของที่นี่จะมีรูปแบบและใช้มาตรฐานในการผลิตสูง  โดยผมจะคอยให้คำแนะนำเพื่อให้เขาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นไปครับ

 


 

ที่มา: อ. มงคลศิลป์ บุญเย็น. HERB FOR HEALTHปีที่ 6 ฉบับที่ 61 (มกราคม 2549) หน้า 55-57.

 

 

 
ประสบการณ์กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M น.

 

 ประสบการณ์กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

 

 

          ผมขับรถตามหลังรถปิกอัพขนของคันหนึ่ง ซึ่งจะไปส่งที่ไหนก็ไม่รู้ มีคติสอนใจติดอยู่ท้ายรถ ว่า

 

                                                     จะดีจะชั่ว          อยู่ที่ตัวทำ

                                                     จะสูงจะต่ำ         อยู่ที่ทำตัว

 

          ผมอดชื่นชมไม่ได้ว่า คนคิดช่างสร้างสรรค์รู้จักเล่นสำนวนชวนคิดได้ดี ใช่แล้ว!!! ชีวิตของเรา เราเป็นคนกำหนด กรรมดีและกรรมชั่วมีนะ

         พอดีมีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา ผมรับชะลอรถหาตำแหน่งจอดให้ปลอดภัยและกดรับสาย

         หมอครับช่วยผมด้วย เสียงคุณกมลโทรฯมา ให้ช่วยอะไรล่ะคุณกมลผมถามคือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ คุณแม่ของแฟนผมป่วยด้วยโรคมะเร็งครับ

       อ้าว! ก็พาไปโรงพยาบาลให้แพทย์ตรวจบำบัดรักษาสิ กมล...อย่ารอช้า เพราะมะเร็งมันโตเร็วทุกนาที

       หลังจากนั้นผมก็ซักถามอย่างยืดยาวได้ความว่าคุณแม่แฟนของกมล ( น้องแอน ) ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แพทย์โรงพยาบาลใกล้บ้านตรวจพบว่าเป็นขั้นที่ 4 คงจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน น้องแอนก็ร้องไห้เป็นการใหญ่ กมลก็อาสาหาวิธีช่วยเพราะรักน้องแอนมาก เลยเดือดร้อนมาหาผม ซึ่งผมกำลังทำยารักษามะเร็งอยู่พอดี ผมไม่ได้รับปากว่าจะช่วยได้หรือไม่ ขอติดตามดูอาการและยาไปเป็นระยะ เพราะคุณแม่ท่านไม่ยอมรับการผ่าตัด หรือบำบัดด้วยคีโมที่โรงพยาบาลตามที่แพทย์เจ้าของไข้แนะนำ ตัวท่านอยากจะให้แพทย์ ทางเลือกรักษาด้วยยาสมุนไพรมากกว่า ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ป่วยนั่นเองอีกอย่างราคายาไม่ค่อยแพง แต่น่าเสียดายที่เบิกไม่ได้

 

         หลังจากญาติพี่น้องตกลงเลือกการรักษาด้วยยาสมุนไพร กมลก็เข้ามารับยาจากผมพร้อมนำ เอาคำแนะนำทุกอย่างไปให้ ( ว่าที่ ) คุณแม่ใช้บำบัดรักษาโรคมะเร็ง

       อาการในตอนนั้นเริ่มมีเลือดซึมออกมาทางทวารหนักแล้ว หลังจากรับยาไปหนึ่งเดือนเต็ม อาการก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น ผมก็ได้เพิ่มยาไปอีกสองขนานเพื่อเร่งการต่อต้านมะเร็งคราวนี้ได้ผล กมลมารายงานว่าอาการเลือดออกทางทวารหนักหยุดแล้ว สีหน้าคนไข้ดูสดใส และสดชื่นขึ้น กมลมักจะสอบถามเรื่องโรคมะเร็งกับผมมากมายราวกับจะทำวิทยานิพนธ์อย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งเรื่องอาการแทรกซ้อน การแก้ปัญหาเลือดออกมาก และการแก้ความเจ็บปวดต่างๆ ตลอดเป็นระยะๆ

               

กมลถึงกับพูดกับผมอย่างงงๆ ว่า มหัศจรรย์มีจริงผมได้แต่เตือนกมลว่าให้มารับยา และบอกคนใกล้ชิดคอยเตือนเรื่องรับประทานยาต่อเนื่องจากโรคสงบไม่ได้แปลว่าหาย

 

         ผมก็ติดตามรับประทานยาของคนไข้อย่างใกล้ชิดตลอดจนควบคุมอาหารต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง 6 เดือนผ่านไปอย่างเรียบร้อยพร้อมกับคุณแม่ของน้องแอน ก็ทุเลาลงจนเป็นปกติทุกอย่าง กมลรู้สึกภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการช่วยยื้อชีวิตของ ( ว่าที่ ) คุณแม่ในครั้งนี้

       คุณแม่ของน้องแอนดีใจที่ตัวท่านผ่านช่วงอันตรายมาได้อย่างไม่ลำบาก แพทย์และพยาบาลพยายามติดต่อเพื่อให้เข้าไปรับการบำบัดทางรังสีและคีโม แต่ตัวท่านก็บอกไปว่าท่านไม่เป็นอะไรแล้ว

         นั่นคือความประมาทอีกจุดหนึ่ง เนื่องจากคนไข้คิดว่าหมดเคราะห์จากโรคร้ายแล้ว จึงหยุดยาโดยไม่บอกผม มิหนำซ้ำยังรับประทานอาหารอย่างไม่เลือกเพราะถูกขอร้องให้งดไปเป็นปี

       ด้วยเหตุนี้โรคที่แฝงตัวอยู่จึงฟื้นคืนมาอีกครั้ง ตอนนี้หนักกว่าเก่ามาก กมลสารภาพและขอให้ช่วยอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะการรักษาด้วยยาสมุนไพรคงช่วยไม่ได้อีกแล้ว

       ผมเองรู้สึกเสียดายมาก อยากจะทำเป็นกรณีศึกษาไว้ แต่ก็หมดโอกาส และต้องสูญเสียคนไข้ที่ไม่น่าจะเสีย ในใจได้แต่ภาวนาว่า ขอให้คุณแม่ของน้องแอนไปดีเถิด และผมอยากให้คุณน้องแอนเป็นรายสุดท้ายที่ประมาทกับโรคนี้

       ฉบับหน้าผมมีอะไรดีๆ มานำเสมอ คอยคิดตามกันต่อไปนะครับ...

 

ที่มา: อาจารย์ มงคลศิลป์ บุญเย็น. นิตยสาร Be well. ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤศจิกายน 2548) หน้า 72-73.

 
« เริ่มแรกย้อนกลับ12ถัดไปสุดท้าย »

หน้า 1 จาก 2


ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: free Joomla 1.5 templates cheap web hosting Valid XHTML and CSS.