company logo

Polls

Statistics

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 917997
Home บทความวิชาการ
ข้อมูลข่าวสารมะเร็งและสุขภาพ
แครอทลดมะเร็งปอด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ เวลา ๑๗:%M น.
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๒๑:%M น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
มะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวารหนัก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันพุธที่ ๐๗ กรกฏาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๙:%M น.

มฤตยูเงียบ! มะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวารหนัก แพทย์แนะตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๘:%M น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
ตำหรับอาหารไทยต้านโรคมะเร็ง PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันพุธที่ ๐๗ กรกฏาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๖:%M น.
วิจัยชี้ 22 ตำหรับอาหารไทยต้านโรคมะเร็ง
 
 แหล่งที่มาของข่าว .....เว็บไซด์หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 
                                     วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2551
 
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๒๑:%M น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
ก้อนทูมและเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M น.

 

     (คัดสรรมาแปลและเรียบเรียง) โดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท/เว็บมาสเตอร์

 

ก้อนทูมและเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (Benign Tumor)   

        ก่อนที่จะกล่าวถึงการเกิดมะเร็ง ขอกล่าวถึงภาวะอื่นๆ ที่อาจพบได้บ่อยและมีลักษณะเป็นก้อนทูมคล้ายมะเร็ง จนหลายคนอาจตกใจเวลาคลำพบก้อนเหล่านี้ จากที่ผู้เขียนรวบรวมมาลงไว้ในที่นี้ ประกอบด้วย

        1. ก้อนนูน/ตุ่มนูนบนผิวหนัง

            ชนิดที่พบบ่อย ประกอบด้วย

  •    ตุ่มสิวอักเสบ/Acne

            เป็นภาวะที่ผิวหนังเกิดเป็นตุ่มสิวที่อาจพบลักษณะของหัวสิวมีสีขาว (whiteheads) และหัวตุ่มสิวมีสีดำ (blackheads) แะมีการอักเสบ (อาการปวด บวม แดง และร้อน/Inflammation) ของผิวหนังรอบๆ มักมีสีแดง ตุ่มนูนอาจมีขนาดเล็กที่เรียกว่า papules หรือมีลักษณะตุ่มนูนขนาดใหญ่ขึ้น เป็นตุ่มหนองที่เรียกว่า pustules ไปจนกระทั่งกลายเป็นก้อนซีสท์ (cysts) ซึ่งก้อนหรือตุ่มนูนเหล่านี้อาจเรียกว่า "pimples or zits" ตุ่มสิวอักเสบเกิดจกการอุดตันที่รูขุมขนบนผิวหนัง

                                                ภาพที่ 1

skin layer      

้hairภาพที่ 2

 

 ภาพที่ 1 และ 2 แสดงชั้นบนของผิวหนัง (Skin surface) คือหนังกำพร้า (Epidermis) รูขุมขน และขน ส่วนชั้นหนังแท้ (Dermis) ประกอบด้วยต่อมผลิตน้ำมัน (Sebum) ส่วนรูขุมขน (Hair Follicle) และต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ชั้นต่อมาคือชั้นใต้ผิวหนัง (Hypodermis) แสดงให้เห็นเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ (ในภาพจะเห็นเป็นสีน้ำเงิน) และชั้นล่างสุดคือกล้ามเนื้อ

ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/4d/Hair_follicle-en.svg/220px-Hair_follicle-en.svg.png

 

         สาเหตุของสิวเกิดจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป (Sebum) จนเกิดการอุดตัน มีเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (Debris) และเชื้อแบคทีเรียปกติที่พบบนผิวหนังเกิดการสะสม เนื่องจากมีการอุดตันและอักเสบของต่อมขน จนเกิดการอักเสบของเซลล์ผิวหนัง การอุดตันแบบนี้เรียกว่า plug หรือ comedone ซึ่งหัวสิวอาจมีสีขาวและสีคล้ำดำก็ได้ ตุ่มสิวเหล่านี้อาจพบบนใบหน้า คอ ศีรษะ หน้าอก และไหล่ได้

 pustules

           ภาพที่ 3 แสดงตุ่มสิวอักเสบ แบบ Pustules

         ไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดสิว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาทิในระยะวัยรุ่น และระหว่างตั้งครรภ์ การรับประทานช็อคโกแลต และอาหารมันๆ แต่จากการศึกษามักไม่พบกรณีการเกิดสิวเนื่องจากการรับประทานอาหาร ในขณะที่มีความเชื่อว่า สิวอาจเกิดจากความสกปรกของผิวหนัง แต่จากการศึกษาก็พบว่า หัวสิวที่มีสีดำคล้ำไม่ได้เกิดจากความสกปรกของผิวหนัง รวมทั้งความเครียดไม่ได้ทำให้เกิดสิว แต่จะทำให้อาการของสิวที่เป็นอยู่เดิมรุนแรงขึ้นได้

 

  • ก้อนฝีหนอง (Abscess/ฺBoil/Furunculosis/Carbunculosis)

          ก้อนแบบนี้เกิดจากการสะสมของหนอง (Pus) ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดการบวมนูนและการอักเสบรอบๆ ก้อนฝีเกิดจากบริเวณรอบๆ เนื้อเยื่อมีการติดเชื้อ (Infection) และสะสมอยู่ภายในเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายแล้ว กระบวนการเกิดหนองจะประกอบด้วยของเหลว เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ยังมีชีวิตและที่ตายแล้ว เนื้อเยื่อที่ตายแล้ว และแบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ซึ่งรวมถึงพยาธิหรือปาราสิต (parasites)

          ส่วนคำว่า "boil" อาจเรียกว่า "furuncle. เป็นการอักเสบในชั้นลึกใต้ผิวหนัง (deep folliculitis) การติดเชื้อของรูขุมขน ที่มักเกิดจากแบคทีเรียชนิด Staphylococcus aureus ทำให้เกิดอาการปวด บวมของผิวหนังจากการสะสมของหนองและเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ฝีหลายๆ หัว ที่มาพบอยู่รวมกันอาจเรียกว่า  "ฝีฝักบัว" (carbuncles)

abscess ภาพที่ 4

  abscess abscess

                    ภาพที่ 5                                         ภาพที่ 6

   ภาพที่ 4, 5 และ 6 แสดงก้อนฝีบนส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยบนผิวหนัง คือชนิด Staphylococcus (สายพันธุ์ coagulase-positive S. aureus) ส่วนภาพที่ 7 เป็นการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองบริเวณต้นคอจากเชื้อวัณโรค ภาพที่ 8 เป็นฝีที่ต่อม (Bartholin) บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หญิงที่มักพบได้บ่อย หากไม่ใช่ก้อนฝี แต่เป็นซีสท์ (ภาพที่ 9) ที่มีลักษณะภายนอกคล้ายกัน ผู้ป่วยมักไม่มีอาการเจ็บปวดบริเวณทีเป็น

 lymphadinitis ภาพที่ 7

 abscess  cyst

                             ภาพที่ 8                                               ภาพที่ 9

 ภาพจาก http://dermatlas.med.jhmi.edu/derm/result.cfm?Diagnosis=1817374494

 

         ก้อนฝีหนองมักพบบนผิวหนัง ชั้นใต้ผิวหนัง และช่องปากในฟัน หากก้อนฝีหนองอยู่บนผิวหนัง จะสังเกตได้ง่ายเพราะจะมีสีแดง นูน และปวดมาก วิธีรักษาคือการเจาะเพื่อระบายหรือดูดเอาหนองออก แต่หากก้อนฝีอยู่ภายในร่างกายจะสังเกตยาก และจะทำลายอวัยวะส่วนนั้นๆ ได้

 

         2. ก้อนทูม/เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง มีอีกภาวะหนึ่งที่มักพบอาการคล้ายคลึงกับภาวะมะเร็ง (Cancer) หรือเนื้อร้าย (Malignant tumor) ซึ่งมีลักษณะของภาวะเนื้องอกเช่นกัน แต่เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (Benign tumor) ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง เกิดจากการเติบโตมากกว่าปกติของเซลล์ นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างจากก้อนซีสท์ (Cyst) และก้อนฝี (Abscess) เซลล์ที่เติบโตในลักษณะนี้ คือจะไม่กระจายลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกาย จึงสามารถตัดออกได้และมักไม่กลับมาเป็นซ้ำ และที่สำคัญไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเช่นเซลล์มะเร็ง แต่หากเกิดกับอวัยวะสำคัญและมีขนาดโต อาจไปขัดขวางการทำงานของอวัยวะนั้นๆ เช่น ก้อนเนื้องอกที่เกิดบริเวณไขสันหลัง อาจไปกดทับเส้นประสาทหลัง ทำให้เกิดการชาหรืออ่อนแรงตามแนวที่เส้นประสาทนั้นไปเลี้ยง หรือหากมีการอักเสบติดเชื้อ เช่น เป็นก้อนฝีหนอง อาจแพร่กระจายจนเกิดการติดเชื้อต่ออวัยวะใกล้เคียงได้

              ก้อนทูมที่มีการบวมนูนของผิวหนังหรือมีขนาดที่คลำพบได้นี้ อาจเรียกว่า "Lump" ได้ และ Lump มักเกิดจากการทำงานของต่อมที่ผลิตสิ่งคัดหลั่งมากกว่าปกติ

 

ชนิดของซีสท์และก้อนที่พบบ่อยในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย:

  • ก้อนไขมัน (Lipoma/Fatty tumor)

          ก้อนไขมัน/ไลโปม่า จัดเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง มักประกอบด้วยเนื้อเยื่อไขมันที่เจริญเต็มที่แล้ว (mature) ชนิดที่เรียกว่า adipose tissue มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อเยื่อนุ่มๆ ก้อนนี้เมื่อกดดูจะสามารถเคลื่อนได้ (usually movable) และมักไม่มีอาการปวดเจ็บ ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่า 1 เซ็นติเมตร แต่บางครั้งก็อาจโตกว่า 6 เซ็นติเมตรได้ ปกติก้อนจะโตอย่างช้าๆ มักพบในวัยผู็ใหญ่ อายุ 40-60 ปี แต่ก็พบในเด็กได้เช่นกัน และในบางตำแหน่งก็อาจกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายได้เช่นกัน

                                    ภาพที่ 10

lump

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 lipoma ภาพที่ 11

ภาพที่ 10 แสดงก้อนทูมของไขมันที่เรียกว่า "ไลโปมา/Lipoma" ของทหารเรือท่านหนึ่งที่ค่อยๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นมานาน 17 ปีและแพทย์ผู้รักษาไม่ได้แนะนำให้ผ่าตัดออก ส่วนภาพที่ 11 เป็นก้อนไขมันไลโปม่า ที่พบบนแขน ซึ่งมีขนาดไม่โตมาก และไม่มีอันตราย

 

 

lipomaภาพที่ 12

lipoma  ภาพที่ 13

lipoma

                       ภาพที่ 14

ภาพที่ 12 แสดงฟิลม์เอ็กซเรย์ก้อนไขมันบริเวณแขน ภาพที่ 13 แสดงก้อนไขมันที่ถูกตัดออก และภาพที่ 14 เป็นภาพหลังผ่าตัดเอาก้อนไขมันออกแล้ว ในภาพ แสดงปลายลูกศรสีขาวซึ่งชี้ไปที่เส้นประสาทหลักของแขนส่วนหน้า (Median nerve) ที่ถูกกดทับโดยก้อนไขมันก่อนการผ่าตัด

 ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Lipoma

     

  • ก้อนซีสท์จากไขมันอุดตัน (Sebaceous cyst)                                                              

 
 sebaceous glandsebaceous cyst  ภาพที่ 15
 
ภาพที่ 16
 
ภาพที่ 15 แสดงลักษณะภายในของต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ในรูขุมขนของผิวหนังในร่างกายโดยปกติต่อมไขมันมีหน้าที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว และทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ป้องกันการแตกแห้งของผิวหนัง และภาพที่ 16 ก้อนทูมจากซีสท์ที่เกิดจากไขมันอุดตัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

        ก้อนซีสท์ปกติลักษณะภายนอกจะเป็นก้อนทูม เพราะภายในเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนัง (fluid-filled or semi-solids sac) ซึ่งบรรจุด้วยสารประกอบของไขมัน (Fatty material) ลักษณะคล้ายเนยเหลว เรียกว่า secreting sebum เป็น exudate ที่อยู่ภายในถุงดังกล่าว สาเหตุเกิดจากการอุดตันที่รูขุมขน มักพบว่าเกิดในช่องว่างระหว่างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อของผิวหนัง และการตรวจวินิจฉัยแยกโรคกับก้อนไขมันแบบไลโปมาค่อนข้างยาก

 

    ภาพที่ 17                                                                   ภาพที่ 18

 sebaceous cyst       pilar cyst
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 17 และ 18 ก้อนทูมที่เกิดจากก้อนซีสท์จากไขมันอุดตัน (อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า pilar cyst) ที่มีการอักเสบหากเจาะดูดออกจะพบว่าภายในบรรจุด้วยของเหลวที่เป็นฝีหนอง
 
  
  • ซีสท์จากพยาธิ (Parasitic cyst)

          พยาธิ/ปาราสิต/โปรโตซัว (Protozoa) ปกติจะมีวงจรชีวิต (Life cycle) ซึ่งเป็นการติดต่อจากโฮสต์ (Host/สัตว์หรือพืชที่เป็นที่อาศัยของปรสิต) หนึ่งไปสู่โฮสต์หนึ่ง อาจมีโฮสท์ตัวกลาง (Intermediate host) หรือไม่มีก็ได้ ปาราสิตบางชนิดจะมีการเข้าเกราะหุ้มตัว (Encystation) ทั้งนี้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ ในซีสต์นี้บางพวกจะมีการแบ่งนิวเคลียสสำหรับไว้สืบพันธุ์ แต่บางพวกไม่มี วงจรชีวิตของโปรโตซัวจะมี 2 ระยะ หรือระยะเดียวแล้วแต่ชนิดของมัน หากวงจรชีวิตมีสองระยะคือ Trophozoite กับ Cyst (ระยะ Trophozoite เป็นระยะที่มีการเคลื่อนไหว กินอาหาร ขับถ่าย ขยายพันธุ์ และหายใจ)

                                            ภาพที่ 19

 พยธิตัวตืด          
 
ภาพที่ 19 แสดงไข่ของพยาธิตัวตืด ภาพซ้ายเป็นของพยาธิตืดหมู  มีขนาดเล็กกว่า  ลักษณะกลมเปลือกหนา ส่วนภาพขวามือเป็นไข่ของพยาธิตืดวัว ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 
ภาพและข้อมูลจาก http://www.thailabonline.com/parasit.htm
 
parasit ภาพที่ 20
 
                       
ภาพที่ 20 การทำ MRI แสดงก้อนซีสท์ของพยาธิตืดหมูที่พบในกล้ามเนื้อของผู้ป่วย
ภาพและข้อมูลจาก http://www.springerlink.com/content/wx738k740h122415/
 

          ก้อนซีสท์ของพยาธิที่คลำพบเป็นก้อนนูนบนผิวหนังนั้น เกิดจากการเจริญเติบโตตามวงจรชีวิตของพยาธิแต่ละชนิด ซึ่งอาจเป็นระยะไข่พยาธิ หรือตัวอ่อนของพยาธิบางชนิดที่มีการสร้างสิ่งห่อหุ้มขึ้นมา คือการเข้าเกราะหุ้มตัว (Encystation) นั้น เช่น ซีสท์ชนิด Hydatid ที่มักพบในอุจจาระผู้ป่วย และซีสท์ที่พบในเนื้อเยื่อ จากปฏิกิริยาของร่างกายภายหลังเกิดการอักเสบ จะมีการสร้างเนื้อเยื่อ Fibrous (Fibrosis) มาห่อหุ้ม แล้วจึงมีกระบวนการเกิดหินปูนมาห่อหุ้มเอาไว้ในภายหลัง (Calcification)

 

  • ก้อนซีสท์ที่ปมประสาท (Ganglion cyst)

 
                                ภาพที่ 21
   cyst         
 
  ภาพเอ็กซเรย์แสดงซีสท์ที่ปมประสาทของข้อต่อ และภาพที่ 22 แสดงการผ่าตัดเอาก้อนซีสท์ที่ข้อมือออก (Dorsal gangloin cyst)
 
 
 
ganglion cyst
                                        ภาพที่ 22
                                           
 
ภาพจาก http://www.radswiki.net/main/images/thumb/6/66/Ganglion-cyst-001.jpg/180px-Ganglion-cyst-001.jpg
      และ http://catalog.nucleusinc.com/imagescooked/16311W.jpg
 

          ก้อนซีสท์ที่ปมประสาท เป็นการเจริญที่ไม่ปกติรอบๆ ข้อต่อหรือรอบเส้นเอ็นที่อยู่บริเวณเท้า ข้อมือ และมือ ปกติถ้าพบซีสท์บริเวณแต่ละข้อต่อจะพบเป็นซีสท์ก้อนเดียวอยู่นาน ขนาดก็ไม่แน่นอน แต่เป็นก้อนที่ไม่ใช่เนื้องอกชนิดร้ายแรง บางครั้งปวดมาก รบกวนการทำงานของข้อ และมักจะทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของอวัยวะ

          ในเด็กอาจพบซีสท์ผิวเรียบที่กระดูก บริเวณ Metaphysis ของกระดูกชิ้นยาว เช่น กระดูกต้นแขน ต้นขา และอาจพบซีสท์ชนิดนี้วในวัยผู้ใหญ่โดยเฉพาะบริเวณขากรรไกร ที่มักตรวจพบโดยบังเอิญ เช่น จากการเอ็กซเรย์ แต่หากเป็นก้อนซีสท์กระดูกที่เกิดจากการบวมโตของเส้นเลือด (Aneurysm bone cyst) อาจเกิดพยาธิสภาพที่รุนแรงได้


 

ที่มาของข้อมูลและภาพ:

          - http://www.cmp.ubu.ac.th/~rcpner/mainshow.php?pb=showinfo&s=26
 
          - http://dermatlas.med.jhmi.edu/derm/result.cfm?Diagnosis=1817374494
 
          - http://en.wikipedia.org/wiki/Boil
 
          - http://en.wikipedia.org/wiki/Lipoma
 
          - http://www.merriam-webster.com/dictionary/sebaceous
         
          - http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/
 
          - http://www.thailabonline.com/parasit.htm

          - http://www.thefreedictionary.com/cyst

          - http://www.wellsphere.com/wellpage/pictures-of-cyst

          - http://www.wisegeek.com/what-is-a-cyst.htm          

          - http://www.wrongdiagnosis.com/b/benign/intro.htm

          - pirun.ku.ac.th/~fsciwcc/presentNP.ppt

 


แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔ เวลา ๒๐:%M น.
 
มะเร็งตับ/Liver Cancer PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M น.

มะเร็งตับ

Liver Cancer

 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับตับ

  ตับเป็นอวัยวะสำคัญ (Vital organ)  อยู่บริเวณชายโครงขวาของลำตัว ภาพด้านล่างแสดงกายวิภาคของตับ จะเห็นว่าประกอบด้วย 2 กลีบ คือกลีบซ้ายและกลีบขวาที่มีขนาดใหญ่กว่ากลีบซ้าย โดยมี Ligament ยึดอยู่ตรงกลาง

     Liver  http://www.livercancer.com/images/anterior.liver.gif

 

ระบบการทำงานของตับ (ตามภาพด้านล่าง)

    1. เป็นแหล่งสังเคราะห์และสะสมของ กรดอมิโน โปรตีน วิตามิน เช่น วิตามินเอ และบี 12 และพวกไขมัน

    2. ควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด (Blood Glucose)

    3. การล้างทำลายพิษ

    4. การระบายของน้ำดี ซึ่งจัดเป็นสารเคมีที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้ช่วยย่อย ซึ่งจะระบายผ่านทางท่อน้ำดีตับ (Hepatic duct system) ไปสู่ลำไล้เล็กที่จะใช้ในการแตกตัวของไขมัน

    5. การไหลระบายของโลหิตหรือเลือด เนื่องจากตับเป็นส่วนหลักของระบบทางเดินอาหาร (technically part of the gastrointestinal system) จึงมีบทบาทสำคัญในระบบการไหลเวียนเลือด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าตับเป็นห้องหัวใจส่วนหน้าก็ว่าได้ (antechamber of the heart) ตับจะเป็นที่รวมของโลหิตในระบบทางเดินอาหารผ่านหลอดเลือดดำ Portal vein และนำสู่ห้องหัวใจด้านขวา ซึ่งตับจะรับโลหิตมาจาก 2 ระบบเลือดคือ จากหลอดเลือดดำ portal vein และหลอดเลือดแดงตับหรือ hepatic artery

 

ระบบการทำงานของตับ

http://www.livercancer.com/images/functions.gif

ปัจจัยทีอาจเป็นสาเหตุการก่อมะเร็ง

 

แนวโน้มของสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็ง

     ภาพจาก http://www.livercancer.com/images/causes.gif

 

     สาเหตุที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งซึ่งมีการทำลายหรือการผ่าเหล่า/กลายพันธุ์ของ DNA ประกอบด้วย

         - การสัมผัสรังสี ซึ่งต้องสัมผัสในขนาดและระยะเวลานานพอที่จะก่อโรค

         - การสัมผัสสารพิษหรือพิษต่างๆ เช่นเดียวกับปัจจัยแรก การสัมผัสจะต้องในขนาดปริมาณที่มากพอและระยะเวลานานจนก่อโรคมะเร็ง

         - ความผิดปกติของฮอร์โมน

         - การถ่ายทอดความผิดปกติทางพันธุกรรม

         - โภชนาการและการรับประทานอาหาร เช่น อาหารปิ้ง ย่าง 

                                                                  อาหารก่อมะเร็ง                                   

                                                                                                        tobacco use

                                        ภาพจาก http://www.cdc.gov/breastfeeding/images/tobacco_use.jpg

 ภาพจาก http://www.fotosearch.com/bthumb/FDC/FDC006/962460.jpg

          - การสูบบุหรี่

          - การติดเชื้่อไวรัส

 (ข้อมูลส่วนต้นนี้แปลและเรียบเรียงโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท ผู้นำไปใช้ต่อต้องระบุที่มาและผู้พัฒนาข้อมูลคนแรกด้วย เพราะเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้พัฒนาและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทางปัญญาตามกฎหมาย เหตุที่ต้องนำมาระบุในส่วนนี้ เพราะผู้พัฒนาข้อมูลไปพบผู้ลอกเลียนแบบโดยไม่ผิดเพี้ยนและนำไปเผยแพร่หลายรูปแบบ เช่น ในทำโครงการโครงงานเสนอผ่านเว็บไซต์ นำไปประกอบการบรรยาย เขียนเป็นบทความลงวารสารวางจำหน่าย และที่พบมากที่สุดนอกจากบนเว็บคือการพิมพ์เป็นเอกสารแผ่นพับที่มักลอก Lay out ด้วย โดยไม่กล่าวถึงผู้พัฒนาคนแรกเลย เสมือนว่าเป็นผู้เรียบเรียงเอง ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับข้อมูลในเว็บหลักของผู้เรียบเรียงคือเว็บบ้านบัวไทย)

มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป
ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย และน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว เมื่อไปพบแพทย์
ก็มักจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับระยะท้ายและเสียชีวิตภายใน 6-12 เดือน
ความจริงโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และพยาธิใบไม้ตับ
ซึ่งเป็นโรคที่ป้องกันได้เป็นส่วนใหญ่

*ชื่อภาษาไทย *มะเร็งตับ มะเร็งเซลล์ตับ มะเร็งท่อน้ำดี

*ชื่อภาษาอังกฤษ *Cancer of liver, Hepatoma, Cholangiocarcinoma

*มะเร็งตับแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

 *1. มะเร็งเซลล์ตับ (hepatoma หรือ hepatocellular carcinoma/HCC)*

 

หมายถึงมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ที่อยู่ในเนื้อตับ
ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 75-80
ของผู้ป่วยมะเร็งตับทั้งหมด) และพบได้ในทั่วทุกภาคของประเทศ
ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี ซึ่งติดต่อทางเลือด
(เช่น การถ่ายเลือด การสัมผัสถูกเลือด การฉีดยา การสักตามตัว) ทางเพศสัมพันธ์
และการติดจากแม่ไปยังทารกในครรภ์ทำให้ผู้รับเชื้อกลายเป็นพาหะ
(มีเชื้อในตับโดยไม่มีอาการแสดง) หรือโรคตับอักเสบแบบเรื้อรัง
ซึ่งบางส่วนเซลล์ตับจะถูกบ่อนทำลายจนกลายเป็นมะเร็งเซลล์ตับในที่สุด

ผู้ป่วยมะเร็งตับมักมีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือซีมาตั้งแต่เล็ก
(มักพบว่าติดจากแม่ขณะอยู่ในครรภ์) เมื่อย่างเข้าวัยกลางคน (40-60 ปี)
ก็กลายเป็นมะเร็งตับ

มะเร็งชนิดนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ที่ดื่มเหล้าจัด และผู้ป่วยตับแข็ง

นอกจากนี้ การกินอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซิน (aflatoxin)
จากเชื้อราเป็นประจำ เช่น ถั่วลิสงบด พริกแห้ง หัวหอม กระเทียม ข้าวกล้อง
องุ่นแห้ง ปลาตากแห้ง มันสำปะหลัง แหนม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ เป็นต้น
ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งเซลล์ตับโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เป็นตัวเสริมให้เกิดมะเร็งชนิดนี้ในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี

*2. มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma/CCC)*

หมายถึงมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ที่บุภายในท่อน้ำดีส่วนที่อยู่ภายในตับ (biliary
tree) พบได้บ่อยทางภาคอีสานและภาคเหนือ
เกิดจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับแบบเรื้อรัง
ผู้ป่วยจะติดเชื้อชนิดนี้โดยการกินปลาตามหนองบึง (เช่น ปลาแม่สะแด้ง
ปลาตะเพียนทราย ปลาสร้อยนกเขา ปลาสูตร ปลากะละมัง) แบบดิบๆ หรือสุกๆ ดิบๆ
พยาธิใบไม้ตับที่อยู่ในปลาเหล่านี้ก็จะเข้าไปฝังตัวอยู่ในท่อน้ำดี
หากปล่อยไว้ไม่กินยาฆ่าพยาธินานๆ
เข้าเซลล์ท่อน้ำดีก็จะกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในที่สุด

นอกจากนี้ยังพบว่าการกินสารไนโตรซามีน (introsamine)
ซึ่งเป็นสารพิษในอาหารพวกโปรตีนหมัก (เช่น ปลาร้า ปลาส้ม หมูส้ม แหนม)
อาหารพวกเนื้อสัตว์ที่ผสมดินปะสิว (เช่น กุนเชียง ไส้กรอก เนื้อเค็ม ปลาเค็ม)
และอาหารรมควัน (เช่น ปลารมควัน ไส้กรอกรมควัน)
เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งชนิดนี้อีกด้วย

*อาการ*

อาการของมะเร็งตับ

ภาพแสดงอาการของมะเร็งตับ (http://www.livercancer.com/images/symptoms.gif)

มะเร็งตับ ระยะแรกจะไม่แสดงอาการใดๆ (ยกเว้นรายที่เป็นตับแข็งอยู่ก่อน
ก็จะมีอาการของโรคตับแข็ง) เมื่อก้อนมะเร็งลุกลามมากขึ้น
จึงเริ่มมีอาการอ่อนเพลียเบื่ออาหาร น้ำหนักลด จุกเสียดท้อง
คล้ายอาการอาหารไม่ย่อย
บางรายอาจมีอาการปวดหรือเสียวชายโครงขวาโดยไม่มีอาการอื่นๆ ชัดเจนก็ได้
อาการเหล่านี้มักแสดงอยู่เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน โดยผู้ป่วยอาจไม่ได้ใส่ใจ
หรือคิดว่าเป็นอาการปวดยอกชายโครงหรืออาหารไม่ย่อย

เมื่อก้อนมะเร็งโตมากขึ้น ก็จะมีอาการอ่อนเพลียมากขึ้น
รู้สึกแน่นอึดอัดที่บริเวณลิ้นปี่ทั้งวัน มีอาการปวดใต้ชายโครงขวา
ซึ่งอาจปวดร้าวไปที่ไหล่ขวาหรือใต้สะบักด้านขวา ผู้ป่วยจะเบื่ออาหารมากขึ้น
และน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วจนคนใกล้ชิดรู้สึกผิดสังเกต

บางรายอาจมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะเหลืองเข้ม
อาจคลำได้ก้อนที่ใต้ชายโครงขวา ท้องบวม หรือเท้าบวมทั้ง 2 ข้าง อาจมีไข้ต่ำๆ
ร่วมด้วย

รายที่มีภาวะอุดกั้นของทางเดินน้ำดี (มักพบในโรคมะเร็งท่อน้ำดี)
ผู้ป่วยจะมีอาการตาและตัวเหลืองจัดคันตามตัว อุจจาระสีซีด

รายที่มีภาวะตับแข็งระยะท้ายร่วมด้วย อาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือด

*การแยกโรค*

ผู้ที่มีอาการอ่อนเพลีย และน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วอาจเกิดจากมะเร็งที่อวัยวะอื่น
เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร (มีอาการปวดท้องคล้ายโรคกระเพาะอาหาร) มะเร็งลำไส้ใหญ่
(มีอาการท้องเดิน ท้องผูก หลังปวดท้องเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นเลือด) มะเร็งปอด
(มีอาการไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากเบาหวาน (มีอาการกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย)
คอพอกเป็นพิษ (เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือสั่น ขี้ร้อน เหงื่อออกมาก คอพอก) วัณโรค
(ไข้และไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด) โรคเอดส์ (ไข้เรื้อรัง ท้องเดินเรื้อรัง)

อาการตาเหลือง ตัวเหลือง ท้องบวม เท้าบวม อาจเกิดจากโรคตับแข็ง
ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติดื่มเหล้าจัดมานาน และมักตรวจพบอาการฝ่ามือแดง
และมีจุดแดงๆ ขึ้นที่หน้าอก

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งดังกล่าวข้างต้น
ก็ควรจะไปพบแพทย์ เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างถูกต้องแต่เนิ่นๆ

*การวินิจฉัย*

เบื้องต้นแพทย์จะสงสัยโรคนี้จากอาการแสดงของผู้ป่วย (อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
ปวดชายโครงขวา) และตรวจพบว่าตับโตผิดปกติ
และจะทำการตรวจพิเศษยืนยันว่าเป็นมะเร็งตับ โดยการตรวจเลือด
(พบระดับของสารแอลฟาฟีโตโปรตีนในเลือดสูง)
ตรวจพบก้อนมะเร็งตับจากการตรวจอัลตราซาวนด์ หรือถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บางรายอาจจำเป็นต้องใช้เข็มเจาะเอาชิ้นเนื้อตับไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์

ภาพแสดงสารก่อมะเร็งในร่างกาย

ภาพแสดงกระบวนการก่อมะเร็งในร่างกาย (http://www.livercancer.com/images/carcinogenesis.gif)

*การดูแลตนเอง*

ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลด ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือคลำได้ก้อนในท้อง
ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และให้การรักษาแต่เนิ่นๆ

ถ้าพบว่าเป็นมะเร็งตับจริง ก็ควรได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์
และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างจริงจัง

ข้อสำคัญ ทั้งผู้ป่วยและญาติจะต้องทำใจยอมรับความจริง
และเตรียมตัวเตรียมใจเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต
ส่งเสริมกำลังใจผู้ป่วยและสนับสนุนผู้ป่วยให้สามารถดำเนินชีวิตในช่วงสุดท้ายให้มีคุณค่าและมีความสุขให้มากที่สุด

ทั้งผู้ป่วยและญาติจะต้องตั้งสติให้มั่น
อย่าหลงเชื่อและลองวิธีรักษานอกคำแนะนำของแพทย์ที่ทำให้สิ้นเปลืองเงินทองมากๆ
ทางที่ดีจะทำอะไรควรปรึกษาแพทย์หรือผู้รู้ที่สนิทและไว้ใจได้

*การรักษา*

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการชัดเจนแล้ว มักจะเป็นมะเร็งระยะท้าย
ซึ่งไม่อาจเยียวยาให้หายได้ แพทย์จะให้การบำบัดรักษา เช่น ผ่าตัด ฉายรังสี
เคมีบำบัด และวิธีอื่นๆ เพื่อภาวะแทรกซ้อนและความทุกข์ทรมาน
ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และยืดอายุให้ยืนยาวออกไปให้ได้มากที่สุด

ส่วนผู้ป่วยส่วนน้อยที่ตรวจพบมะเร็งตับระยะแรกก็จะให้การรักษาด้วยการผ่าตัด
ปลูกถ่ายตับ เคมีบำบัดและวิธีอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้หายขาด หรือมีชีวิตยืนยาวได้

*ภาวะแทรกซ้อน*

มะเร็งตับอาจแพร่กระจายไปทั่วห้อง และอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด
หายใจลำบาก และอาการผิดปกติของอวัยวะที่มะเร็งแพร่ไปถึง เช่น ปวดกระดูกสันหลัง
อาการผิดปกติทางสมอง เป็นต้น

ก้อนมะเร็งอาจมีการแตก ทำให้มีการตกเลือดในท้องเป็นอันตรายได้

ผู้ป่วยอาจมีอาการใจหวิวคล้ายเป็นลมจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
เนื่องจากตับถูกทำลายจนไม่อาจผลิตน้ำตาลออกมาในกระแสเลือดได้

รายที่มีตับแข็งร่วมด้วย (โรคนี้มักพบคู่กับมะเร็งตับ) ระยะท้าย
ก็มักจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด
เลือดออกง่ายภูมิต้านทานต่ำทำให้เป็นโรคติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่ายและท้ายที่สุดอาจเกิดภาวะตับวาย
(ซึม เพ้อ ชัก หมดสติ)

*การดำเนินโรค*

ส่วนใหญ่ที่ตรวจพบเมื่อมีอาการน้ำหนักลดอย่างมากแล้ว
มักจะเป็นมะเร็งตับระยะท้าย หากปล่อยไว้ไม่รักษา ก็มักจะเสียชีวิตภายใน 6-12
เดือนโดยเฉลี่ยแต่ถ้าได้รับการดูแลรักษา มีกำลังใจดี
ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ดี ก็อาจมีชีวิตที่มีคุณภาพ และยืนยาวเป็นปีๆ

รายที่ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจหายขาด
หรือมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว

*การป้องกัน*

มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้เป็นส่วนใหญ่
โดยการปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

*1. *การฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัสบี
ซึ่งมักจะฉีดให้ทารกตั้งแต่แรกเกิด หรือในผู้ที่ตรวจไม่พบการติดเชื้อชนิดนี้

*2. *ไม่ดื่มเหล้าจัด อาจทำให้ตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับได้

*3. *ไม่กินปลาน้ำจืดแบบดิบๆ หรือสุกๆ ดิบๆ

*4. *หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีสารอะฟลาท็อกซิน (อาหารที่มีเชื้อราปนเปื้อน)
สารพิษชนิดนี้มีความทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกก็ไม่ถูกทำลาย

*5. *หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไนโตรซามีนหรือกินเมื่อปรุงให้สุก
(สารนี้ถูกทำลายด้วยความร้อน)

*6. *ผู้ที่ยังนิยมกินปลาน้ำจืดดิบบ่อยๆ ควรตรวจพยาธิใบไม้ตับ
ถ้าพบว่าเป็นโรคนี้ ควรกินยาฆ่าพยาธิให้หายขาด

*7. *ผู้ที่เป็นพาหะหรือโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสบีหรือซี
ควรงดดื่มเหล้าโดยเด็ดขาดและควรให้แพทย์ตรวจเลือดและตรวจหามะเร็งตับระยะแรกทุก
6 เดือน หากพบจะได้ให้การรักษาให้หายขาดได้

*ความชุก*

โรคนี้พบมากเป็นอันดับ 1 ของโรคมะเร็งที่เกิดในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับ 4
ของผู้ป่วยมะเร็งรวมกันทั้ง 2 เพศ มักเกิดในคนอายุ 30-70 ปี
พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า.


[ ที่มาข้อมูล.. นิตยสารหมอชาวบ้าน <http://www.doctor.or.th/>ปีที่ 28 ฉบับที่ 334
กุมภาพันธ์ 2550]

 

สรุปงานวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันมะเร็ง <===คลิ้ก

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M น.
 
« เริ่มแรกย้อนกลับ1234ถัดไปสุดท้าย »

หน้า 1 จาก 4


ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: free Joomla 1.5 templates cheap web hosting Valid XHTML and CSS.