company logo

Polls

Statistics

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 877032
Home บทความวิชาการ ก้อนทูมและเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง
ก้อนทูมและเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท-Webmaster   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M น.

 

     (คัดสรรมาแปลและเรียบเรียง) โดย อ.อุไรรัตน์ สิงหนาท/เว็บมาสเตอร์

 

ก้อนทูมและเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (Benign Tumor)   

        ก่อนที่จะกล่าวถึงการเกิดมะเร็ง ขอกล่าวถึงภาวะอื่นๆ ที่อาจพบได้บ่อยและมีลักษณะเป็นก้อนทูมคล้ายมะเร็ง จนหลายคนอาจตกใจเวลาคลำพบก้อนเหล่านี้ จากที่ผู้เขียนรวบรวมมาลงไว้ในที่นี้ ประกอบด้วย

        1. ก้อนนูน/ตุ่มนูนบนผิวหนัง

            ชนิดที่พบบ่อย ประกอบด้วย

  •    ตุ่มสิวอักเสบ/Acne

            เป็นภาวะที่ผิวหนังเกิดเป็นตุ่มสิวที่อาจพบลักษณะของหัวสิวมีสีขาว (whiteheads) และหัวตุ่มสิวมีสีดำ (blackheads) แะมีการอักเสบ (อาการปวด บวม แดง และร้อน/Inflammation) ของผิวหนังรอบๆ มักมีสีแดง ตุ่มนูนอาจมีขนาดเล็กที่เรียกว่า papules หรือมีลักษณะตุ่มนูนขนาดใหญ่ขึ้น เป็นตุ่มหนองที่เรียกว่า pustules ไปจนกระทั่งกลายเป็นก้อนซีสท์ (cysts) ซึ่งก้อนหรือตุ่มนูนเหล่านี้อาจเรียกว่า "pimples or zits" ตุ่มสิวอักเสบเกิดจกการอุดตันที่รูขุมขนบนผิวหนัง

                                                ภาพที่ 1

skin layer      

้hairภาพที่ 2

 

 ภาพที่ 1 และ 2 แสดงชั้นบนของผิวหนัง (Skin surface) คือหนังกำพร้า (Epidermis) รูขุมขน และขน ส่วนชั้นหนังแท้ (Dermis) ประกอบด้วยต่อมผลิตน้ำมัน (Sebum) ส่วนรูขุมขน (Hair Follicle) และต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ชั้นต่อมาคือชั้นใต้ผิวหนัง (Hypodermis) แสดงให้เห็นเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ (ในภาพจะเห็นเป็นสีน้ำเงิน) และชั้นล่างสุดคือกล้ามเนื้อ

ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/4d/Hair_follicle-en.svg/220px-Hair_follicle-en.svg.png

 

         สาเหตุของสิวเกิดจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป (Sebum) จนเกิดการอุดตัน มีเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (Debris) และเชื้อแบคทีเรียปกติที่พบบนผิวหนังเกิดการสะสม เนื่องจากมีการอุดตันและอักเสบของต่อมขน จนเกิดการอักเสบของเซลล์ผิวหนัง การอุดตันแบบนี้เรียกว่า plug หรือ comedone ซึ่งหัวสิวอาจมีสีขาวและสีคล้ำดำก็ได้ ตุ่มสิวเหล่านี้อาจพบบนใบหน้า คอ ศีรษะ หน้าอก และไหล่ได้

 pustules

           ภาพที่ 3 แสดงตุ่มสิวอักเสบ แบบ Pustules

         ไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดสิว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาทิในระยะวัยรุ่น และระหว่างตั้งครรภ์ การรับประทานช็อคโกแลต และอาหารมันๆ แต่จากการศึกษามักไม่พบกรณีการเกิดสิวเนื่องจากการรับประทานอาหาร ในขณะที่มีความเชื่อว่า สิวอาจเกิดจากความสกปรกของผิวหนัง แต่จากการศึกษาก็พบว่า หัวสิวที่มีสีดำคล้ำไม่ได้เกิดจากความสกปรกของผิวหนัง รวมทั้งความเครียดไม่ได้ทำให้เกิดสิว แต่จะทำให้อาการของสิวที่เป็นอยู่เดิมรุนแรงขึ้นได้

 

  • ก้อนฝีหนอง (Abscess/ฺBoil/Furunculosis/Carbunculosis)

          ก้อนแบบนี้เกิดจากการสะสมของหนอง (Pus) ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดการบวมนูนและการอักเสบรอบๆ ก้อนฝีเกิดจากบริเวณรอบๆ เนื้อเยื่อมีการติดเชื้อ (Infection) และสะสมอยู่ภายในเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายแล้ว กระบวนการเกิดหนองจะประกอบด้วยของเหลว เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ยังมีชีวิตและที่ตายแล้ว เนื้อเยื่อที่ตายแล้ว และแบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ซึ่งรวมถึงพยาธิหรือปาราสิต (parasites)

          ส่วนคำว่า "boil" อาจเรียกว่า "furuncle. เป็นการอักเสบในชั้นลึกใต้ผิวหนัง (deep folliculitis) การติดเชื้อของรูขุมขน ที่มักเกิดจากแบคทีเรียชนิด Staphylococcus aureus ทำให้เกิดอาการปวด บวมของผิวหนังจากการสะสมของหนองและเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ฝีหลายๆ หัว ที่มาพบอยู่รวมกันอาจเรียกว่า  "ฝีฝักบัว" (carbuncles)

abscess ภาพที่ 4

  abscess abscess

                    ภาพที่ 5                                         ภาพที่ 6

   ภาพที่ 4, 5 และ 6 แสดงก้อนฝีบนส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยบนผิวหนัง คือชนิด Staphylococcus (สายพันธุ์ coagulase-positive S. aureus) ส่วนภาพที่ 7 เป็นการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองบริเวณต้นคอจากเชื้อวัณโรค ภาพที่ 8 เป็นฝีที่ต่อม (Bartholin) บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หญิงที่มักพบได้บ่อย หากไม่ใช่ก้อนฝี แต่เป็นซีสท์ (ภาพที่ 9) ที่มีลักษณะภายนอกคล้ายกัน ผู้ป่วยมักไม่มีอาการเจ็บปวดบริเวณทีเป็น

 lymphadinitis ภาพที่ 7

 abscess  cyst

                             ภาพที่ 8                                               ภาพที่ 9

 ภาพจาก http://dermatlas.med.jhmi.edu/derm/result.cfm?Diagnosis=1817374494

 

         ก้อนฝีหนองมักพบบนผิวหนัง ชั้นใต้ผิวหนัง และช่องปากในฟัน หากก้อนฝีหนองอยู่บนผิวหนัง จะสังเกตได้ง่ายเพราะจะมีสีแดง นูน และปวดมาก วิธีรักษาคือการเจาะเพื่อระบายหรือดูดเอาหนองออก แต่หากก้อนฝีอยู่ภายในร่างกายจะสังเกตยาก และจะทำลายอวัยวะส่วนนั้นๆ ได้

 

         2. ก้อนทูม/เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง มีอีกภาวะหนึ่งที่มักพบอาการคล้ายคลึงกับภาวะมะเร็ง (Cancer) หรือเนื้อร้าย (Malignant tumor) ซึ่งมีลักษณะของภาวะเนื้องอกเช่นกัน แต่เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (Benign tumor) ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง เกิดจากการเติบโตมากกว่าปกติของเซลล์ นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างจากก้อนซีสท์ (Cyst) และก้อนฝี (Abscess) เซลล์ที่เติบโตในลักษณะนี้ คือจะไม่กระจายลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกาย จึงสามารถตัดออกได้และมักไม่กลับมาเป็นซ้ำ และที่สำคัญไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเช่นเซลล์มะเร็ง แต่หากเกิดกับอวัยวะสำคัญและมีขนาดโต อาจไปขัดขวางการทำงานของอวัยวะนั้นๆ เช่น ก้อนเนื้องอกที่เกิดบริเวณไขสันหลัง อาจไปกดทับเส้นประสาทหลัง ทำให้เกิดการชาหรืออ่อนแรงตามแนวที่เส้นประสาทนั้นไปเลี้ยง หรือหากมีการอักเสบติดเชื้อ เช่น เป็นก้อนฝีหนอง อาจแพร่กระจายจนเกิดการติดเชื้อต่ออวัยวะใกล้เคียงได้

              ก้อนทูมที่มีการบวมนูนของผิวหนังหรือมีขนาดที่คลำพบได้นี้ อาจเรียกว่า "Lump" ได้ และ Lump มักเกิดจากการทำงานของต่อมที่ผลิตสิ่งคัดหลั่งมากกว่าปกติ

 

ชนิดของซีสท์และก้อนที่พบบ่อยในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย:

  • ก้อนไขมัน (Lipoma/Fatty tumor)

          ก้อนไขมัน/ไลโปม่า จัดเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง มักประกอบด้วยเนื้อเยื่อไขมันที่เจริญเต็มที่แล้ว (mature) ชนิดที่เรียกว่า adipose tissue มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อเยื่อนุ่มๆ ก้อนนี้เมื่อกดดูจะสามารถเคลื่อนได้ (usually movable) และมักไม่มีอาการปวดเจ็บ ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่า 1 เซ็นติเมตร แต่บางครั้งก็อาจโตกว่า 6 เซ็นติเมตรได้ ปกติก้อนจะโตอย่างช้าๆ มักพบในวัยผู็ใหญ่ อายุ 40-60 ปี แต่ก็พบในเด็กได้เช่นกัน และในบางตำแหน่งก็อาจกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายได้เช่นกัน

                                    ภาพที่ 10

lump

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 lipoma ภาพที่ 11

ภาพที่ 10 แสดงก้อนทูมของไขมันที่เรียกว่า "ไลโปมา/Lipoma" ของทหารเรือท่านหนึ่งที่ค่อยๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นมานาน 17 ปีและแพทย์ผู้รักษาไม่ได้แนะนำให้ผ่าตัดออก ส่วนภาพที่ 11 เป็นก้อนไขมันไลโปม่า ที่พบบนแขน ซึ่งมีขนาดไม่โตมาก และไม่มีอันตราย

 

 

lipomaภาพที่ 12

lipoma  ภาพที่ 13

lipoma

                       ภาพที่ 14

ภาพที่ 12 แสดงฟิลม์เอ็กซเรย์ก้อนไขมันบริเวณแขน ภาพที่ 13 แสดงก้อนไขมันที่ถูกตัดออก และภาพที่ 14 เป็นภาพหลังผ่าตัดเอาก้อนไขมันออกแล้ว ในภาพ แสดงปลายลูกศรสีขาวซึ่งชี้ไปที่เส้นประสาทหลักของแขนส่วนหน้า (Median nerve) ที่ถูกกดทับโดยก้อนไขมันก่อนการผ่าตัด

 ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Lipoma

     

  • ก้อนซีสท์จากไขมันอุดตัน (Sebaceous cyst)                                                              

 
 sebaceous glandsebaceous cyst  ภาพที่ 15
 
ภาพที่ 16
 
ภาพที่ 15 แสดงลักษณะภายในของต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ในรูขุมขนของผิวหนังในร่างกายโดยปกติต่อมไขมันมีหน้าที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว และทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ป้องกันการแตกแห้งของผิวหนัง และภาพที่ 16 ก้อนทูมจากซีสท์ที่เกิดจากไขมันอุดตัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

        ก้อนซีสท์ปกติลักษณะภายนอกจะเป็นก้อนทูม เพราะภายในเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนัง (fluid-filled or semi-solids sac) ซึ่งบรรจุด้วยสารประกอบของไขมัน (Fatty material) ลักษณะคล้ายเนยเหลว เรียกว่า secreting sebum เป็น exudate ที่อยู่ภายในถุงดังกล่าว สาเหตุเกิดจากการอุดตันที่รูขุมขน มักพบว่าเกิดในช่องว่างระหว่างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อของผิวหนัง และการตรวจวินิจฉัยแยกโรคกับก้อนไขมันแบบไลโปมาค่อนข้างยาก

 

    ภาพที่ 17                                                                   ภาพที่ 18

 sebaceous cyst       pilar cyst
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 17 และ 18 ก้อนทูมที่เกิดจากก้อนซีสท์จากไขมันอุดตัน (อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า pilar cyst) ที่มีการอักเสบหากเจาะดูดออกจะพบว่าภายในบรรจุด้วยของเหลวที่เป็นฝีหนอง
 
  
  • ซีสท์จากพยาธิ (Parasitic cyst)

          พยาธิ/ปาราสิต/โปรโตซัว (Protozoa) ปกติจะมีวงจรชีวิต (Life cycle) ซึ่งเป็นการติดต่อจากโฮสต์ (Host/สัตว์หรือพืชที่เป็นที่อาศัยของปรสิต) หนึ่งไปสู่โฮสต์หนึ่ง อาจมีโฮสท์ตัวกลาง (Intermediate host) หรือไม่มีก็ได้ ปาราสิตบางชนิดจะมีการเข้าเกราะหุ้มตัว (Encystation) ทั้งนี้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ ในซีสต์นี้บางพวกจะมีการแบ่งนิวเคลียสสำหรับไว้สืบพันธุ์ แต่บางพวกไม่มี วงจรชีวิตของโปรโตซัวจะมี 2 ระยะ หรือระยะเดียวแล้วแต่ชนิดของมัน หากวงจรชีวิตมีสองระยะคือ Trophozoite กับ Cyst (ระยะ Trophozoite เป็นระยะที่มีการเคลื่อนไหว กินอาหาร ขับถ่าย ขยายพันธุ์ และหายใจ)

                                            ภาพที่ 19

 พยธิตัวตืด          
 
ภาพที่ 19 แสดงไข่ของพยาธิตัวตืด ภาพซ้ายเป็นของพยาธิตืดหมู  มีขนาดเล็กกว่า  ลักษณะกลมเปลือกหนา ส่วนภาพขวามือเป็นไข่ของพยาธิตืดวัว ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า 
ภาพและข้อมูลจาก http://www.thailabonline.com/parasit.htm
 
parasit ภาพที่ 20
 
                       
ภาพที่ 20 การทำ MRI แสดงก้อนซีสท์ของพยาธิตืดหมูที่พบในกล้ามเนื้อของผู้ป่วย
ภาพและข้อมูลจาก http://www.springerlink.com/content/wx738k740h122415/
 

          ก้อนซีสท์ของพยาธิที่คลำพบเป็นก้อนนูนบนผิวหนังนั้น เกิดจากการเจริญเติบโตตามวงจรชีวิตของพยาธิแต่ละชนิด ซึ่งอาจเป็นระยะไข่พยาธิ หรือตัวอ่อนของพยาธิบางชนิดที่มีการสร้างสิ่งห่อหุ้มขึ้นมา คือการเข้าเกราะหุ้มตัว (Encystation) นั้น เช่น ซีสท์ชนิด Hydatid ที่มักพบในอุจจาระผู้ป่วย และซีสท์ที่พบในเนื้อเยื่อ จากปฏิกิริยาของร่างกายภายหลังเกิดการอักเสบ จะมีการสร้างเนื้อเยื่อ Fibrous (Fibrosis) มาห่อหุ้ม แล้วจึงมีกระบวนการเกิดหินปูนมาห่อหุ้มเอาไว้ในภายหลัง (Calcification)

 

  • ก้อนซีสท์ที่ปมประสาท (Ganglion cyst)

 
                                ภาพที่ 21
   cyst         
 
  ภาพเอ็กซเรย์แสดงซีสท์ที่ปมประสาทของข้อต่อ และภาพที่ 22 แสดงการผ่าตัดเอาก้อนซีสท์ที่ข้อมือออก (Dorsal gangloin cyst)
 
 
 
ganglion cyst
                                        ภาพที่ 22
                                           
 
ภาพจาก http://www.radswiki.net/main/images/thumb/6/66/Ganglion-cyst-001.jpg/180px-Ganglion-cyst-001.jpg
      และ http://catalog.nucleusinc.com/imagescooked/16311W.jpg
 

          ก้อนซีสท์ที่ปมประสาท เป็นการเจริญที่ไม่ปกติรอบๆ ข้อต่อหรือรอบเส้นเอ็นที่อยู่บริเวณเท้า ข้อมือ และมือ ปกติถ้าพบซีสท์บริเวณแต่ละข้อต่อจะพบเป็นซีสท์ก้อนเดียวอยู่นาน ขนาดก็ไม่แน่นอน แต่เป็นก้อนที่ไม่ใช่เนื้องอกชนิดร้ายแรง บางครั้งปวดมาก รบกวนการทำงานของข้อ และมักจะทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของอวัยวะ

          ในเด็กอาจพบซีสท์ผิวเรียบที่กระดูก บริเวณ Metaphysis ของกระดูกชิ้นยาว เช่น กระดูกต้นแขน ต้นขา และอาจพบซีสท์ชนิดนี้วในวัยผู้ใหญ่โดยเฉพาะบริเวณขากรรไกร ที่มักตรวจพบโดยบังเอิญ เช่น จากการเอ็กซเรย์ แต่หากเป็นก้อนซีสท์กระดูกที่เกิดจากการบวมโตของเส้นเลือด (Aneurysm bone cyst) อาจเกิดพยาธิสภาพที่รุนแรงได้


 

ที่มาของข้อมูลและภาพ:

          - http://www.cmp.ubu.ac.th/~rcpner/mainshow.php?pb=showinfo&s=26
 
          - http://dermatlas.med.jhmi.edu/derm/result.cfm?Diagnosis=1817374494
 
          - http://en.wikipedia.org/wiki/Boil
 
          - http://en.wikipedia.org/wiki/Lipoma
 
          - http://www.merriam-webster.com/dictionary/sebaceous
         
          - http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/
 
          - http://www.thailabonline.com/parasit.htm

          - http://www.thefreedictionary.com/cyst

          - http://www.wellsphere.com/wellpage/pictures-of-cyst

          - http://www.wisegeek.com/what-is-a-cyst.htm          

          - http://www.wrongdiagnosis.com/b/benign/intro.htm

          - pirun.ku.ac.th/~fsciwcc/presentNP.ppt

 


แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔ เวลา ๒๐:%M น.
 


ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: free Joomla 1.5 templates cheap web hosting Valid XHTML and CSS.